รีวิว Hitchcock (2012) ฮิทช์ค็อก

รีวิว Hitchcock (2012) ฮิทช์ค็อก

H001

ถ้าใครหมายมั่นว่าหนังเรื่องนี้จะออกแนวชีวิตว่าด้วยประวัติของผู้กำกับระดับตำนานอย่าง Alfred Hitchcock แล้วก็ดูด้วยความต้องการอยากรู้จัก Hitchcock อย่างลึกซึ้งมากขึ้น ก็อาจไม่รู้สึกสมหวังนักครับ หลังจากหนังเรื่องนี้จบ

ส่วนผมตอนแรกก็คาดหวังอะไรแบบนั้นครับ แต่พอดูช่วงเปิดเรื่องแล้วเห็นฮิทช์ค็อก (ที่แสดงโดย Anthony Hopkins) เดินออกมาพูดเกริ่นเพื่อเปิดเรื่อง ผมก็ชักจะจับทิศทางหนังได้ และผลลงเอยเลยกลายเป็นชอบในที่สุด

เรื่องราวใน Hitchcock นั้นจับเอาเหตุการณ์ตอนที่อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก (Anthony Hopkins) ผู้กำกับหนังฉายาราชาเขย่าขวัญกำลังเสียรังวัดไปหลังจากผลงานเรื่อง Vertigo ทำเงินไม่เข้าเป้า (ลงทุนประมาณ $2.5 ล้าน แต่ทำเงินได้ไม่เท่าทุนด้วยซ้ำ) หลายสตูดิโอเลยเริ่มไม่วางใจในฝีมือ และล่าสุดเขาเกิดไปโดนใจนิยายแนวฆาตกรรมสยองขวัญชื่อเรื่องว่า Psycho เข้า เขาก็หมายจะทำหนังเรื่องนี้ต่อโดยประกาศว่าจะทำเป็นขาวดำอีกต่างหาก และนั่นก็ทำให้เขาต้องรับศึกรอบด้านทั้งจากผู้สร้างและสตูดิโอทั้งหลายที่ไม่เชื่อว่าหนังเรื่องนี้จะประสบความสำเร็จ มิหนำซ้ำกองเซ็นเซอร์ก็ยังจับตาหนังเขาแบบละเอียดยิบ (จนออกแนวจับผิดมากกว่าจะจับตา) นี่ยังไม่รวมความสัมพันธ์ระหว่างเขาและภรรยานามว่า อัลมา เรวิลล์ (Helen Mirren) ที่ตอนนี้ชักอยู่ในช่วงวิกฤติ เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่เข้าใจกัน และยิ่งเวลาผ่านระยะห่างของพวกเขาก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมรู้สึกว่าทางของหนังจะคล้ายๆ กับ Ed Wood หนังที่ Tim Burton กำกับน่ะครับ โดยหนังบอกเล่าเรื่องราวของผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าทำหนังได้แย่ที่สุดในโลกนามว่าเอ็ดเวิร์ด ดี วู้ด จูเนียร์ (แสดงโดย Johnny Depp) โดยเรื่องนั้น หนังบอกเล่าในโทนของหนังขาวดำทุนต่ำยุค 60 – 70 ที่เน้นใช้ฉากกับสถานการณ์เล่าเรื่อง ตามด้วยการให้ตัวละครถ่ายทอดอารมณ์ด้วยลีลาการแสดงที่ดูล้นนิดๆ จนบางครั้งก็ดูอาจดูไม่สมจริง ซึ่งสมัยนั้นจำได้ว่าตอน Ed Wood ออกฉายนักวิจารณ์จะเห็นคล้ายๆ กันครับว่า Depp ดูล้นๆ และเข้าไม่ถึงบทของเอ็ด วู้ด แต่ในเวลาต่อมาหลายคนถึงจะมาเข้ากันว่านั่นคือสไตล์โดยเจตนาที่ Burton อยากทำโดยใช้หนังยุค 60 หรือหนังหลายๆ เรื่องของเอ็ด วู้ดตัวจริงเป็นต้นแบบ เพื่อคารวะนั่นเอง

H003

กับเรื่องนี้ก็คล้ายกันครับ โทนเรื่องจะไม่ใช่ดราม่าจริงจังที่ลงลึกถึงอารมณ์ แต่จะเป็นดราม่าแบบเจือตลกร้าย หลายฉากก็เจือด้วยอารมณ์แสบๆ (โดยเฉพาะยามที่ฮิทช์ค็อกกับอัลมา เรวิลล์จิกกัดกัน หรือยามที่ฮิทช์ค็อกหลอกเสียดสีผู้อื่นแบบเนียนๆ) ซึ่งสไตล์นี้ถือเป็นอะไรที่เดินตามรอยซีรี่ส์ชุด Alfred Hitchcock Presents ซึ่งเป็นซีรี่ส์แนว The Twilight Zone ที่ไม่เน้นเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่จะเน้นเรื่องฆาตกรรม เรื่องชีวิต หรือการหักมุมแบบเจ็บๆ ซึ่ง Hitchcock เองเป็นผู้อำนวยการสร้างและจะออกมาแนะนำเกริ่นเปิดเรื่องและพูดสรุปในตอนจบของทุกตอน ซึ่งกับหนังเรื่องนี้เราก็จะเห็นฮิทช์ค็อก (ที่แสดงโดย Hopkins) ออกมาทำอะไรลักษณะนั้นอยู่เหมือนกันในตอนต้นและตอนจบของเรื่อง

อันนี้แหละครับที่ทำให้ผมคิดอยู่แล้วว่าหนังคงออกมาในโทนแบบที่เป็นอยู่นี่

ถ้าว่าโดยลีลาแล้วถือว่า Sacha Gervasi ผู้กำกับหนังเรื่องนี้คุมหนังได้ไม่เลวครับ รสชาติมันไม่เหมือนหนังชีวิตแต่มันเหมือนหนังชีวิตผสมการหักหลังหักมุมแบบแสบๆ ที่ใส่อารมณ์ขันร้ายๆ ลงไป แล้วก็ให้ดาราแต่ละคนสวมวิญญาณตัวละคร (ที่มีตัวตนจริงเกือบทั้งหมด) ถ่ายทอดชีวิตของฮิทช์ค็อกออกมา ในเชิงกึ่งล้อกึ่งจริง (แต่เป็นไปอย่างเคารพ ไม่เลอะเทอะ)

แต่ถ้าถามว่าแล้วโดยรวมโทนหนังมันกลมกล่อมมากหรือไม่ ก็คงต้องตอบว่าไม่ถึงขนาดกลมกล่อมเต็มที่ เพราะหนังยังมีจุดยืดไปนิดบ้างหรือจุดที่น่าจะดันให้ได้อารมณ์มากขึ้นบ้าง แต่ยังดีที่ดาราแต่ละคนมาช่วยกันทำให้หนังดูสนุกได้ ไม่ว่าจะ Hopkins ที่ด้วยฝีมือของเขาทำให้เราเชื่อครับว่าตรงหน้านั่นคืออัลเฟรด ฮิทช์ค็อก ทั้งการพูด การออกเสียง การมอง หรือการยืน แต่ไม่รู้คนอื่นเป็นอย่างผมไหมนะครับ ขนาดเมคอัพดันจมูกขึ้นอย่างนั้น ผมก็ยังรู้สึกว่าตรงหน้าคือ Hopkins อยู่ดี… สงสัยดูหนังของลุงเขามากไปหน่อยเลยจำหน้าได้แม่น หรือไม่ก็ต้องโทษที่ Hitchcock ตัวจริงหน้าเขาเป็นเอกลักษณ์เด่นชัดมากเกินไป (เลยหาใครมาเหมือนได้ยาก) 555

Mirren ก็เด่นมากในบทอัลมา เรวิลล์ เธอดูน่ารักนะครับ แสดงอารมณ์ได้ถึงโดยเฉพาะฉากที่ต้องใส่อารมณ์กันหรือฉากที่เธอแสดงความรู้สึกที่แท้ออกมา คือไปๆ มาๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกถึงจิตใจของอัลมา เรวิลล์ได้มากกว่าอัลเฟรด ฮิทช์ค็อกอยู่เล็กน้อยครับ ซึ่งอันนี้ไม่เชิงว่าเกี่ยวกับการแสดงแต่อยู่ที่บทน่ะครับ ว่าบทเปิดโอกาสเล่าตัวตนของใครมากกว่ากัน ซึ่งผมว่าบทเปิดโอกาสให้อัลมาได้แสดงตัวตนออกมาเยอะกว่าฮิทช์ค็อก แต่กระนั้นในแง่หนึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะการแสดงอารมณ์ของอัลมานั้นก็เป็นการเปิดโอกาสให้ฮิทช์ค็อกแสดงอารมณ์ด้วยเหมือนกัน เพียงแต่ความเข้มข้นของอารมณ์ที่เราเห็นจะไปอยู่ที่อัลมามากกว่าเท่านั้นเอง

ส่วนดาราเจ้าอื่นถือว่าเลือกมาได้เหมาะครับ ทั้ง Scarlett Johansson ในบท เจเน็ท ลีห์ (ที่ผมว่าเธอดูสวยเด่นกว่าตัวจริงอีกนะ) เจ้าของบทแมเรียน เครน สาวเคราะห์ร้ายในหนัง Psycho, Danny Huston ในบท วิทฟิลด์ คุ๊ก มือเขียนบทที่เคยร่วมงานกับฮิทช์ค็อกมาก่อนในเรื่อง Stage Fright และ Strangers on a Train แต่ตอนนี้นอกจากจะไม่ได้ร่วมงานกับฮิทช์ค็อกแล้ว ยังมีแนวโน้มจะคิดไม่ซื่อกับอัลมา เรวิลล์อีกต่างหาก, Jessica Biel ในบท เวร่า ไมลส์ที่แสดงเป็นน้องสาวของแมเรียน, James D’Arcy ในบทแอนโทนี่ เพอร์กินส์ เจ้าของบทนอร์แมน เบตส์ที่เล่นได้เหมือนเพอร์กินส์ตัวจริงจนน่าขนลุก (เสียดายบทไม่เยอะเท่าไร) และ Kurtwood Smith ในบท จ็อฟฟรี่ย์ เชอร์ล็อก เจ้าหน้าที่กองเซ็นเซอร์ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับฮิทช์ค็อก แต่ละคนถือว่าเล่นได้พอเหมาะครับ แต่ด้านความเด่นอาจยังไม่เยอะเท่าที่ควร
ผมว่าคนเด่นจริงๆ นอกจาก 2 ตัวนำแล้วก็มี Michael Stuhlbarg ดาราที่ผมชอบตอนเล่นเป็นเอเลี่ยนรู้อนาคตนามว่ากริฟฟินใน Men in Black III มารับบทลูว์ เวสเซอร์แมน เพื่อนที่คอยให้กำลังใจฮิทช์ค็อกตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ ที่ชอบเพราะแม้บทนี้จะไม่หวือหวา แต่ Stuhlbarg แสดงความจริงใจออกมาได้อย่างน่าเชื่อถือครับ ดูเป็นคนดีจริงๆ น่ะว่างั้นเถอะ

สิ่งหนึ่งที่ทีมงานผู้สร้างพยายามบอกตั้งแต่ตอนถ่ายทำก็คือหนังจะเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของฮิทช์ค็อกโดยจะมีการเสริมเติมแต่งด้วยจินตนาการมากในระดับหนึ่ง ว่าง่ายๆ คือจะถือว่าเหตุการณ์ในหนังทั้งหมดเป็นเรื่องจริงก็คงไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้วตัวตนของ Alfred Hitchcock นั้นก็ไม่ได้มีคนรู้จักมากหรือรู้จักลึกซึ้ง ด้วยบุคลิกที่ชอบอยู่และชอบคิดอะไรแบบลำพัง ไม่ได้เป็นคนชอบสังคมจัดหรือโฆษณาตัวเองขนาดนั้น

ขณะที่เค้าโครงเรื่องราวของหนังก็นำมาจากหนังสือ Alfred Hitchcock and the Making of Psycho โดย Stephen Rebello ซึ่ง Rebello เองก็ยังออกตัวครับว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นงานค้นคว้าวิจัยที่เขาทำในช่วงปี 1986 ซึ่งตอนนั้นเขาพยายามรวมข้อมูลและสัมภาษณ์ทีมงานและดาราเท่าที่ยังมีชีวิต แต่ตัว Alfred Hitchcock ได้เสียชีวิตไปในปี 1980 ส่วน Alma Reville เสียชีวิตถัดมาในปี 1982 ทำให้ Rebello เองก็ไม่มีโอกาสได้สัมภาษณ์ครับ ทำได้แค่รวบรวมข้อมูลแวดล้อมเท่านั้น และเนื้อหาโดยหลักของหนังคือเจาะไปที่กระบวนการสร้างหนัง Psycho มากกว่า

Hitchcock

ดังนั้นเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องเชิงดราม่าระหว่างฮิทช์ค็อกและอัลมา เรวิลล์นั้น ก็เป็นการปะติดปะต่อผสมด้วยจินตนาการของ John J. McLaughlin ซึ่งเป็นคนเขียนบทและดัดแปลงเรื่องราวจากหนังสือมาสู่หนังเรื่องนี้ ซึ่งถ้าใครมีโอกาสชมเบื้องหลังจะพบว่าทีมงานก็ยังย้ำให้เราดูหนังบนความบันเทิง อย่าถึงกับเอาเรื่องทั้งหมดไปคิดว่าเกิดจริงจัง 100%

แต่ถ้ามองในแง่คนรัก Alfred Hitchcock แล้วก็ถือว่าเป็นการผูกเรื่องที่ดีครับ นี่ว่ากันถึงปมระหว่างฮิทช์ค็อกกับอัลมา เรวิลล์นะครับ ถือว่าเข้าใจจับประเด็นมาเล่า มันทำให้เรารู้สึกว่าฮิทช์ค็อกนั้นมีเลือดมีเนื้อ มีความกลัวเหมือนคนอื่น แม้จะดูมั่นใจตลอดเวลาทำหนังหรือพบปะใครๆ แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ต้องการกำลังใจ เพราะเอาเข้าจริงแล้วเขาเหมือนรับทุกอย่างอยู่คนเดียวน่ะครับ สตูดิโอก็เร่งนั่นสั่งนี่ ดาราบางคนก็เอาแต่ใจสร้างความกดดัน บ้านที่อยู่ก็ต้องมาจำนองเพื่อสร้างหนังเรื่องนี้ ดังนั้นถ้าทำแล้วเจ๊งนี่คือหมดตัวเลย แล้วไหนจะเรื่องภรรยาที่ดูจะตีตนออกห่างจากเขาไป ยิ่งนานวันเขายิ่งเหมือนอยู่ลำพังจนเกลียวน็อตแทบจะหลุดอยู่แล้ว

แต่จนแล้วจนรอดก็ยังดีครับที่เขาตระหนักได้ว่ากำลังใจที่สำคัญเหนืออื่นใดของเขาก็คือภรรยาที่คอยช่วยในทุกเรื่องมาตลอด แม้จะมีการตัดพ้อบ้าง ทะเลาะกันบ้างแต่มันก็เป็นไปด้วยความน้อยใจและความกลัวที่มี ส่วนตัวอัลมาเองก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งน่ะครับ มีน้อยใจบ้างเหมือนกัน มีไขว้เขวบ้างเนื่องจากหึงสามีที่ได้ทำงานกับดาราสะสวยตลอด และบางจังหวะก็ดูจะใส่ใจทุกสิ่งยกเว้นภรรยาเช่นเธอ ก็เลยมีงอนบ้าง

แต่หนังก็ลงเอยได้ดีครับ สรุปเรื่องราวเป็นการสอนชีวิตคู่ไปในตัวว่า คนเป็นคู่รักกันนั้นต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย หมั่นสังเกตดูแลกัน ให้กำลังใจกัน ให้อภัยกัน และที่สำคัญคือต้องวางใจกันและกัน รักษาความสัมพันธ์อันดีที่มีระหว่างกันได้นานที่สุด ถ้าจะมีจุดสะดุดก็ต้องหาทางก้าวให้พ้น โดยระหว่างก้าวขาให้พ้นนี่ต่างฝ่ายต่างก็ควรจับมือพยุงกัน พาให้พ้นด้วยกัน ไม่ใช่โดดหนีแบบตัวใครตัวมัน

อันที่จริงทุกครั้งที่ปัญหาชีวิตคู่เกิดขึ้น มันคือโอกาสอันดีที่จะทำให้คู่รักคู่หนึ่งรักกันแน่นแฟ้นมากขึ้น รู้จักวิธีที่จะปรับตัวเข้าหากันมากขึ้น ช่วยเหลือกันและกันให้ใจผูกพันกันมากขึ้น แต่ในทางกลับกันครับ หากต่างฝ่ายต่างรักกันน้อยลง หรือเอาแต่เข็นตัวเองให้รอด มันก็จะนำมาสู่การแยกทางในที่สุดได้

โดยรวมแล้วหนังก็น่าพอใจล่ะครับ ลึกๆ ก็แอบคิดนะว่าถ้าหนังเปลี่ยนจาก Hitchcock เป็นลงลึกเรื่องการสร้าง Psycho แบบจริงๆ จังๆ หนังจะลงตัวมากกว่านี้หรือไม่ มันจะมีอะไรให้เล่าหรือแง่มุมหลากหลายกว่านี้หรือไม่ แต่ก็นั่นล่ะครับ มันผ่านไปแล้วน่ะเน้อ เขาทำหนังเรื่องนี้ออกมาเรียบร้อยแล้วก็ว่ากันถึงเรื่องนี้แล้วกันครับ สรุปว่าก็สนุกไม่เลว เพียงแต่มันอาจไม่ใช่หนังชีวิตแบบที่คุ้นเคยและไม่ใช่หนังชีวิตที่ลงลึกในแง่มุมทางจิตใจมากมาย และผมว่าคนที่จะสนุกไปกับหนังได้ต้องรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของ Psycho มาพอสมควรครับ อย่างการที่ฮิทช์ค็อกแอบใส่ฉากซีนโป๊ๆ ลงไปโดยไม่ให้กองเซ็นเซอร์จับได้ หรือความเรื่องมากของกองเซ็นเซอร์ที่ไม่ยอมให้มีฉากชักโครกลงในจอภาพยนตร์

แต่ถ้าถามว่าหนังทำให้รู้จักฮิทช์ค็อกมากขึ้นไหม… ผมว่าได้นะครับ… ได้ไม่มากก็น้อยล่ะน่า
คะแนนความชอบ 7/10
รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

Similar Videos

รีวิว Duplicity (2009) สายลับคู่พิฆาต หักเหลี่ยมจารกรรม

21 0

แอบคาดหวังลึกๆ ว่า Duplicity จะมาในสไตล์หนังสายลับแฝงเสน่ห์แบบ Mr. & Mrs.Smith ที่ใช้บารมีพระนางมาสร้างความสนุก แล้วก็หยอดเนื้อเรื่องให้มันเพลินๆ ซะหน่อย มีอารมณ์ขัน โรแมนติก และระทึกผสมอย่างละนิด ถ้ามีการปรุงรสดีๆ มันก็น่าจะโอเคอยู่

รีวิว Ordinary World (2016) ร็อกให้พังค์ พังให้สุด

2384 0

ตอนเรายังเป็นวัยรุ่น หลายคนก็คงมีความฝันจริงไหมครับ เราอยากทำในสิ่งที่ชอบ อย่างการเป็นศิลปิน การเป็นนักกีฬา การไปประกวดค้นฟ้าคว้าดาวประเภทต่างๆ หรือการออกไปแบกเป้ท่องโลก ใช้ชีวิตซิมเปิ้ล

รีวิว The Amazing Spider-Man 2 (2014) ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมน 2 ผงาดจอมอสุรกายสายฟ้า

1732 0

2 วันก่อนที่ผมจะดูไอ้แมงมุมภาคใหม่ ผมได้ไปคลิ้กดู Honest Trailer ของภาคแรกมาครับ (Honest Trailer คือตัวอย่างแซวหนังเรื่องนั้นๆ โดยจะเอาจุดอ่อน ช่องโหว่ หรืออะไรที่มันดูตลกมาล้อในเชิงขำขัน… และส่วนใหญ่ที่เขาเอามาล้อ ก็จริงซะด้วย)