รีวิวซีรี่ส์ Parks and Recreation (2009 – 2015) ตอนที่ 2

สำหรับผมซีรี่ส์นี้เลยไม่ใช่แค่ซีรี่ส์เอาฮาเท่านั้น แต่มันมีแง่คิดดีๆ ให้เราเก็บเอาไปใช้เป็นคติเดือนใจในการดำรงชีวิต ในการเผชิญโลกที่พร้อมจะมีปัญหาถาโถมมาหาเราได้ทุกเวลา บางทีเราไม่ต้องการอะไรมากหรอกครับ ขอแค่มีคนเข้าใจ มีคนให้กำลังใจ และมีพื้นที่ให้เราพักบ้าง แค่นี้ก็ดีแล้ว

ครั้นพอถึงปี 6 มันก็ยังสนุกอยู่ครับ แต่มันก็ดร็อปลง ที่ดร็อปนี่อาจเป็นการดร็อปทางความรู้สึกของผมน่ะครับ เพราะปี 3 – 5 มันออกแนว Feel Good แม้เลสลี่จะเจอปัญหางี่เง่าแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็ยังไม่งี่เง่าเกินไป ยังพอรับได้

แต่เรื่องที่เลสลี่ต้องเจอในปี 6 นี่ออกจะงี่เง่าเกิน โดยเฉพาะชาวเมืองที่ดูจะงี่เง่าแล้วงี่เง่าอีก ซึ่งพอดูไปก็พอเข้าใจครับว่าทิศทางที่ทีมงานจะพาเราไปก็คือ ต่อให้เลสลี่ทำงานดีแค่ไหน ทุ่มเทแค่ไหนก็ตาม แต่บางครั้งปัญหาก็ไม่ได้มาจากฝ่าย “เจ้าหน้าที่รัฐ” เพียงอย่างเดียว แต่มันก็เกิดจากการที่ประชาชนงี่เง่า เอาแต่ใจ หรือเห็นแก่ผลประโยชน์ได้เหมือนกัน

พอพูดถึงประเด็นนี้จริงๆ ผมว่าเข้าท่านะ คือทีมงานตีประเด็นได้ดีเหมือนกัน จากตอนแรกที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐ-ราชการทำงานไม่เต็มที่ บ้านเมืองเลยไม่เจริญเท่าที่ควร แต่เอาเข้าจริงหากมองในอีกมุม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาชนก็มีส่วนถ่วงความเจริญของบ้านเมืองได้เหมือนกัน… มองไปมองมา มันก็เป็นกลางดีครับ ?

แต่ก็นั่นแหละ ถ้าพูดถึงประเด็นน่ะผมเข้าใจ แต่โทนของปี 6 มันเน้นเรื่องงี่เง่าเยอะ ส่วนเรื่อง Feel Good มีบ้าง แต่ไม่เยอะ ทำให้ความสนุกถูกลดทอนลงไปเยอะเหมือนกัน เพราะความสนุกจริงๆ มันคือมิตรภาพของเลสลี่กับเพื่อนร่วมงาน พร้อมกับความพยายามที่ไม่สิ้นสุดของเธอ แต่พอซีรี่สดันมาเน้นความเงี่เง่าไม่จำกัดของประชาชน หรือตัวละครบางตัว มันเลยทำให้โทนอร่อยๆ ในปีก่อนเสียรังวัดไปพอตัว

ส่วนปี 7 เป็นปีสุดท้ายครับ ก็เป็นการสรุปเรื่องราวทั้งหมดของเลสลี่และพรรคพวก ซึ่งก็ถือเป็นปีที่คืนฟอร์มได้ดี มีตอนเด็ดๆ อย่างตอนที่ 4 (ของปี 7) กับ 2 ตอนสุดท้ายที่ถือเป็นการจบซีรี่ส์ลงได้อย่างดีมากๆ จนแทบจะบอกได้เลยว่าเป็นการอวสานของซีรี่ส์ที่ทำได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง (เพราะซีรี่ส์หลายเรื่อง มักจะมาดร็อปเอาตอนจบเสมอ)

โดยรวมแล้วผมมีความสุขกับซีรี่ส์นี้มากๆ ครับ ดาราทุกคนเล่นได้เหมาะกับบทแบบสุดๆ และผมชอบที่ทุกคนมีการเติบโตขึ้นตามสไตล์ของตัวเอง อย่าง รอน สวอนสััน (Nick Offerman) ที่ตอนแรกๆ ดูจะนิ่งๆ ไม่ค่อยสนใคร แต่พอเวลาผ่านไปเราจะได้เห็นความน่ารักของเขาเพิ่มขึ้น จากตอนแรกผมเฉยๆ นะ แต่ตอนหลังๆ นี่ผมรักเขาเลย ยิ่งสายใยระหว่างเขากับเลสลี่นี่เป็นอะไรที่ชวนประทับใจมาก (ปี 7 ตอนที่ 4 ครับ… มีซีนหนึ่งผมน้ำตาไหลเลยจริงๆ)

ตัวละครอย่างเอพริล (Aubrey Plaza) และแอนดี้ ก็มาพร้อมความแปลก แต่ก็น่ารักในแบบของพวกเขา เช่นเดียวกับ ดอนน่า (Retta) ที่เจ๊แกได้ใจคนดูมากขึ้นตามลำดับ และที่ลืมไม่ได้คือ เจอร์รี่ (Jim O’Heir) ที่ดูน่าสงสารในหลายวาระ แต่ก็เป็นตัวละครที่หลายคนต้องรักอย่างแน่นอนเหมือนกัน

ผมชอบทอม (Aziz Ansari) นะ ยอมรับว่าตอนแรกไม่ชอบเท่าไรที่หมอนี่ดูเห็นแก่ตัว แต่พอเวลาผ่านไป ก็เห็นได้ชัดว่าเขารักเจ้านายแค่ไหน และยังถือเป็นตัวละครที่มีพัฒนาการชัดมาก จากตอนแรกๆ เป็นเหมือนพวกชอบตามกระแส ทำอะไรตามแฟชั่นและเน้นเท่ห์ ไม่ค่อยเป็นโล้เป็นพายสักเท่าไร แต่พอเวลาผ่านไป เขาเริ่มทบทวนชีวิตที่หันมาทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน จนกลายเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ผมรู้สึกชื่นชมอยู่ไม่น้อย (แม้พี่แกจะกวนทีนเยอะมากๆ ก็เถอะ)

เบน ไวแอตต์ (Adam Scott) กับคริส เทรเกอร์ (Rob Lowe) ถูกเพิ่มมาตอนปี 2 ซึ่งไปๆ มาๆ ก็กลายมาเป็น 2 ตัวละครที่เสริมความน่ารักให้กับซีรี่ส์นี้ได้แบบสุดยอดมาก ส่วน Paul Schneider ที่เล่นเป็นมาร์ก ก็เล่นถึงแค่ปี 2 ครับ เดาว่าหลายฝ่ายคงเห็นตรงกันว่าตัวละครนี้หาที่ยืนยากกว่าตัวละครอื่นๆ ก็เลยหายไป

ยอมรับว่าตอนดูจบนี่ก็ใจหายนะ เพราะผมรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนกับพวกเขาไปแล้วน่ะครับ มันสนิทกันไปแล้ว และกลายเป็นว่าผมรู้ใจของแต่ละตัวละครไปแล้วด้วย ซึ่งมีซีรี่ส์ไม่กี่เรื่องครับที่ทำได้ขนาดนี้ มันต้องนำเสนอคาแรคเตอร์ได้ชัดและตรงจุดมากๆ ถึงทำให้คนดูอย่างผมสัมผัสตัวตนของพวกเขาแต่ละคนได้แบบนี้ จุดนี้ชมทีมงานเลยครับว่าทำงานได้ดีมากมายจริงๆ

สรุปว่าถ้ามีโอกาสล่ะก็ นี่ก็ซีรี่ส์ที่ต้องดูเลยครับ โดยส่วนตัวผมรักซีรี่ส์นี้น้องๆ Friends และรักมากกว่า The Big Bang Theory กับ How I Met Your Mother ซะอีก เพราะตัวละครมันถึงกว่า อีกทั้งความ Feel Good มันได้ใจ ดูแล้วได้ทั้งความฮาและกำลังใจครับ ยิ่งกว่านั้นคือมันทำให้ผมน้ำตาซีม-ร้องไห้ในหลายวาระ ซึ่งไม่มีซีรี่ส์ซิทคอมไหนทำได้อีกเลยหลังจาก Friends เป็นต้นมา

คะแนนความชอบ 9/10

รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

 

วันที่เข้าฉาย:

แสดงความคิดเห็น