รีวิว Star Wars: The Last Jedi (2017) สตาร์ วอร์ส ปัจฉิมบทแห่งเจได (ปลอดสปอยล์ ตอนที่ 2)

แต่หากเป็นดารารุ่นเก่าที่คู่หนังชุดนี้มานานแล้วล่ะก็ ทุกคนมาพร้อมวาระที่น่าจดจำครับ อย่าง Fisher ที่ได้ฝากฝีมือที่สุดยอดเอาไว้กับหนังเรื่องนี้ ซีนดราม่าเธอเล่นได้อย่างพอเหมาะครับ แค่มองนิ่งๆ ก็สื่ออารมณ์ได้อย่างสุดยอดแล้ว (ชอบสุดคือฉากที่เธอบ่น C3PO น่ะครับ ฮาได้ใจจริงๆ – และน่าจะเป็นอะไรที่ตรงกับความรู้สึกของแฟนๆ หนังชุดนี้ด้วย)

ส่วน Hamill ก็เป็นลุคเวอร์ชั่นชราที่ได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกอันหลากหลาย ใจหนึ่งก็ใจหายที่เห็นลุคดูโทรมขึ้น แต่พอดูๆ ไปก็เข้าใจถึงอะไรหลายๆ อย่างครับ หากมองลึกๆ แล้ว ผมว่าเขาก็คือลุค… ลุคคนนั้นนั่นแหละ… ที่เคยเดินย่ำบนทาทูอีนกลางแสงตะวัน และเคยฝึกวิชากับโยดาที่เดโกบาห์

และผมชอบซีนที่ลุคอยู่กับ R2D2 มากๆ ครับ ซีนนั้นมันสุดยอด… มันเชื่อมใจเราไปถึง Episode IV ได้แบบเกินร้อยจริงๆ

งานโปรดักชั่นแต่ละอย่างทำได้น่าพอใจหมดครับ ดนตรีก็ดีตามสไตล์ของ John Williams ที่อยู่คู่หนังชุดนี้มาตลอด (เพียงแต่อาจจะไม่ได้มีพร้อมงานสดใหม่เท่านั้นเอง) องค์ประกอบหลายๆ อย่างจัดว่าดี แต่หากจะมีติดใจอะไรหน่อยก็คงเป็นเรื่องมุมกล้องน่ะครับ

ภาคนี้คนคุมงานภาพคือ Steve Yedlin ที่เป็นขาประจำหนังของผู้กำกับ Rian Johnson ที่ทำภาคนี้ ก็เลยพอเข้าใจได้ครับที่เขามาเป็นตากล้อง ซึ่งถ้าเป็นภาพมุมแคบ ภาพจำเพาะไปที่มุมใดมุมหนึ่งนั้นเขาจะค่อนข้างเป๊ะ อย่างฉากวิหารเจไดตรงชั้นคัมภีร์เป็นต้น องค์ประกอบมันจะดูใช่มากๆ ทั้งสวยทั้งศิลป์ทีเดียว

แต่หากเป็นภาพมุมกว้างแล้วมันจะไม่โดนเท่าภาคก่อนที่คุมโดย Dan Mindel ที่ชั่วโมงบินเยอะกว่า และหนังแต่ละเรื่องที่เขาเคยทำก็อย่าง Shanghai Noon, Mission: Impossible III, Star Trek และ The Amazing Spider-Man 2 (ที่หนังมีความเด่นในเรื่องมุมกล้องค่อนข้างมาก)

จุดนี้ก็อดคิดไม่ได้ครับว่าถ้าภาคนี้ได้ตากล้องที่จับภาพมุมกว้างๆ เจ๋งๆ แล้ว หลายๆ ฉากน่าจะจับตากว่าที่เป็น เช่น ฉากเมืองคาสิโน หรือฉากดาวฝุ่นแดงในตอนท้าย รวมถึงอีกหลายๆ ฉากที่น่าจะออกมายิ่งใหญ่กว่า

ยอมรับว่าช่วงต้นยังไม่รู้สึกอะไรมาก แต่พอถึงฉากวิหารเจไดมันรู้สึกเลยน่ะครับว่าความรู้สึกตอนเห็นเกาะวิหารเจไดในตอนท้ายของภาค The Force Awakens กับตอนเห็นในภาคนี้ มันมีรายละเอียดของมุมที่ต่างกันจริงๆ และมันก็ให้อารมณ์ต่างกันไปด้วย ว่าง่ายๆ คือภาคก่อนมันดูอลังกว่าน่ะครับ

ผมมารู้สึกกับเรื่องมุมกล้องเอาเยอะหน่อยก็คือฉากจบตอนน่ะครับ จริงๆ ฉากที่ว่านี้มันมีความหมายมากนะ เพราะมันเป็นเหมือนภาพสรุปประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่หนังภาคนี้พยายามบอกเรา มันควรเป็นฉากเล็กๆ ที่ให้อารมณ์ยิ่งใหญ่ มันควรจะจับไปที่หมู่ดาวหรือฟ้าที่กว้างไกล – “เด็ดดอกไม้ก็สะเทืิอนถึงดวงดาวได้” อารมณ์มันควรจะประมาณนั้นนะ่ครับ

โดยรวมแล้วหนังทำได้ดีครับ รายละเอียดองค์ประกอบหลายๆ อย่างยังถือว่าถึงฟอร์ม อาจจะมีเรื่องมุมกล้องที่ยังไม่จับใจ ในขณะที่เรื่องบทนั้นจริงๆ มีประเด็นที่ดีมากๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการสรุปไปสู่ตอนสุดท้าย) และผมว่ามันคือการตีความเรื่องของ Balance of Force ที่ดีมากๆ

ปกติผมจะชอบพูดในทำนองว่า “ดูได้ ไม่น่าจะผิดหวัง” แต่กับเรื่องนี้ผมไม่แน่ใจจริงๆ ครับ เพราะลึกๆ ผมว่าต้องมีคนรู้สึกว่ามันไม่ใช่ หรือรู้สึกว่าผิดหวังแน่นอน ดังนั้นอยากให้ลองพิสูจน์ด้วยตนเองดีกว่าครับ ชอบ-ไม่ชอบก็ค่อยมาว่ากันไป แล้วก็เตรียมรอดูภาค 9 ต่อไป เพราะมันมาแน่ๆ อยู่แล้วล่ะ

Rian Johnson รับหน้าที่ทั้งเขียนบทและกำกับหนังเรื่องนี้ครับ ดังนั้นความรับผิดชอบทั้งเชิงบวกและเชิงลบก็มอบให้เขาได้แบบเต็มๆ (555) ซึ่งสำหรับผมนั้น ผมให้คะแนนบวกกับเขาครับ ผมนับถือในความกล้าน่ะครับ หลายอย่างที่ใส่ลงไปในภาคนี้ผมว่าเขากล้ามาก หลายอย่างมันคือการฉีกจริงๆ แต่ก็เป็นการฉีกที่มีหนทางของมันจนทำให้ผมอยากรู้เหมือนกันว่าเรื่องมันจะจบลงอย่างไร

อะไรบางอย่างทำให้ผมรู้สึกว่า การดูภาคนี้เพียวๆ อาจจะยังไม่รู้สึกถึงความสุดนะ แต่มันต้องเอามาดูเรียงแบบภาค 7-8-9 ถึงจะเห็นภาพรวมชัด และมันอาจทำให้เรารู้สึกชอบภาค 8 นี้มากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ (ยกเว้นภาค 9 ทำพลาดจนเละ-แต่ก็น่าจะเกิดขึ้นได้ยากครับ)

คะแนนความชอบ 8/10

รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

 

วันที่เข้าฉาย: 14 ธันวาคม 2017

แสดงความคิดเห็น