รีวิว Black Mass (2015) อาชญากรซ่อนเขี้ยว

รีวิว Black Mass (2015) อาชญากรซ่อนเขี้ยว

BL001

อำนาจคือสิ่งยวนใจที่ดูเหมือนจะยากต่อการต่อต้าน ยิ่งใครมีโอกาสได้มีอำนาจในมือแล้ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะใช้ใจตนควบคุมอำนาจที่ว่านั้น

และคนส่วนใหญ่ที่มีอำนาจ ก็มักจะเป็นฝ่ายที่ถูกอำนาจควบคุมบงการเสียแทน

หนังสร้างจากเรื่องจริงของ เจมส์ ไวท์ตี้ บัลเจอร์ (Johnny Depp) เจ้าพ่ออาชญากรที่แห่งเซาท์บอสตันที่ตัดสินใจให้ความร่วมมือ (อย่างลับๆ) กับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ จอห์น คอนเนลลี่ (Joel Edgerton) ที่เขารู้จักมากตั้งแต่เด็ก ในการส่งข่าวเพื่อโค่นแก๊งเจ้าพ่อประจำเมืองที่ร้ายและอำมหิต

แต่เมื่อไวท์ตี้มีอำนาจมากขึ้น และอำนาจของแก๊งเก่าลดลง เขาก็เริ่มกลายเป็นตัวอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ จนเอฟบีไอเองก็ต้องหันมาตรวจสอบเขาเช่นกัน

BL002
หนังถือว่าเดินเรื่องแบบเข้มข้นจริงจังครับ ใครไม่ชอบหนังเครียดก็อาจไม่ถูกจริต แต่ถ้าใครชอบหนังเจ้าพ่อแบบดิบๆ สักหน่อย ก็น่าจะโอเคกับหนังเรื่องนี้อยู่ไม่น้อยครับ เพราะถือว่าหนังทำออกมาดีทีเดียว

หนังแสดงให้เห็นเลยครับว่าอำนาจกลืนคนได้แค่ไหน และอันที่จริงจะโทษที่อำนาจอย่างเดียวก็ไม่ได้ครับ เพราะมันขึ้นอยู่กับตัวคนที่ได้อำนาจนั้นด้วยว่าจะคุมตัวเองได้ไหม จะเลือกที่สิ่งที่ถูกมากกว่าสิ่งที่ผิดได้ไหม และจะพยายามไม่ใช้อำนาจเพื่ออำนวยประโยชน์ให้ตัวเองได้มากแค่ไหน

เอาเข้าจริงในเรื่องอำนาจนี่ นอกจากหนังเล่าและสื่อประเด็นนี้ผ่านตัวไวท์ตี้แล้ว ก็ยังสื่อผ่านตัวละครอย่างคอนเนลลี่ ที่เป็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่ได้หน้าได้ตาจากการที่ไวท์ตี้เป็นสายให้ รายนี้ก็เหมือนไวท์ตี้ครับ เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่ง เมื่อเขาได้ประโยชน์จากมันมากๆ เขาก็มองข้ามสิ่งผิดที่ไวท์ตี้ทำ

หลังๆ พอหนักเข้าก็ถึงขั้นช่วยปกปิดให้เพื่อรักษาอำนาจที่ตนได้มา (หรือที่พี่แกอ้างบ่อยมากๆ ว่า “เราได้ประโยชน์จากไวท์ตี้เยอะกว่าได้ผลเสีย”) จนในที่สุดมันก็พาทั้งเขาและไวท์ตี้เข้ารกเข้าพงไปไกลจนยากจะหวนกลับมาได้

BL003
เวลาเราทำผิดนั้น เรามักมีเหตุผลเพื่ออธิบายการกระทำของตัวเองเสมอครับ แต่มันก็ต้องแยกแยะ ว่าแล้วสิ่งที่เราทำมันผิดไหม ง่ายๆ เลยคือหากคนอื่นเขาทำ เราจะมองว่ามันคือความผิดไหม เพราะถ้ามันผิดมันก็คือผิด ส่วนเหตุผลที่เราทำผิด ไม่ว่าจะจำเป็นแค่ไหนมันก็เป็นส่วนของเหตุผลครับ

แต่เหตุผลที่ว่าไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาลบล้างความผิดของเรา หรือเปลี่ยนในความผิดของเรากลายสิ่งที่ไม่ผิดขึ้นมาได้

เหมือนเราปล้นเขา เราอาจปล้นเพราะอดยาก เพราะจำเป็น ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เราทำผิด แต่ยังไงปล้นก็คือปล้น มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องอยู่ดี ไม่ว่าเราจะปล้นเพราะอะไรก็ตาม

ถ้าเราแยกแยะสิ่งนี้ไม่ได้ เราก็อาจจะไม่สามารถยับยั้งตนเอง ไม่ให้ก่ออันตรายให้ตนเองหรือผู้อื่นได้

BL004
Depp เล่นได้ดีเช่นเคยครับ เขาดูโหดเหี้ยมเลือดเย็น แต่ขณะเดียวกันแววตาของเขาในบางจังหวะก็ชวนให้อดคิดไม่ได้ว่า เขาเองก็ไม่นึกว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ เช่นเดียวกับ Edgerton ที่สีหน้าดูซ่อนทุกข์มากขึ้นเรื่อบๆ แม้ใบหน้าจะยิ้มกว้างแค่ไหนก็ตาม

Benedict Cumberbatch ถือว่ามาสมทบเช่นเดียวกับ Dakota Johnson กระนั้นแต่ละคนก็แสดงได้ดีครับ เพียงแต่จะไม่เด่นมากเท่านั้นเอง

หนังกำกับโดย Scott Cooper แห่ง Crazy Heart ที่ทำให้ Jeff Bridges ได้ออสการ์ ซึ่งเขาก็คุมหนังเรื่องนี้ได้ดีครับ กลิ่นอายชวนให้นึกถึง Ridley Scott กับ David Fincher เพียงแต่อาจจะไม่เด็ดคลาสสิกขนาดนั้นเท่านั้นเอง แต่ก็ถือว่าเป็นหนังแนวเจ้าพ่ออาชญากรที่ทำออกมาได้ดีเรื่องหนึ่งครับ
คะแนนความชอบ 7/10
รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

Similar Videos

รีวิวซีรี่ส์ Riverdale Season 1 (2017) ริเวอร์เดล ปี 1 (ปลอดสปอยล์)

1658 0

ซีรี่ส์ล่าสุดที่ทำเอาผมกับภรรยาติดหนึบ ดูทีเดียว 13 ตอนรวดครับ ส่วนหนึ่งคงเพราะแนวทางมันใช่ มันครบรสทั้งลึกลับซับซ้อน หักมุม ดราม่า อารมณ์ขันร้ายๆ และเต็มไปด้วยสีสัน (ทั้งในงานภาพและเนื้อหา)

รีวิว In the Heart of the Sea (2015) หัวใจเพชฌฆาตวาฬมหาสมุทร

1917 0

จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ก็จัดอยู่ในหนังแนวสัตว์โลกน่ารักนะครับ ว่าด้วยตัวละครที่ต้องไปเผชิญกับสัตว์ขนาดยักษ์ แล้วก็ต้องหนีตายกันไป มีรอดบ้างตายบ้าง ก่อนเรื่องราวจะลงเอยในตอนสุดท้าย

รีวิว Pitch Perfect 2 (2015) ชมรมเสียงใส ถือไมค์ตามฝัน 2

1400 0

ภาคแรกทำผมประทับใจไว้เยอะครับ ดังนั้นก่อนดู Pitch Perfect 2 ผมก็แอบคาดหวังเป็นธรรมดา ไหนจะโกยเงินถล่มทลายซะขนาดนั้น (แต่โดยส่วนตัวคิดว่าที่ภาคนี้ทำเงินอย่างใหญ่ ก็เพราะบุญเก่าที่ภาคแรกสะสมไว้ส่วนหนึ่ง) ภาคนี้เล่าถึงเหตุการณ์ 3 ปีให้หลัง เมื่อทีมเบลล่าเจอวิกฤตการณ์สุดอับอายแบบไม่คาดฝัน ทำให้อนาคตของทีมแขวนอยู่บนเส้นด้ายครับ ประมาณว่าถ้าทีมไม่สามารถกู้ชื่อได้ล่ะก็ อนาคตของชาวเบลล่าก็อาจดับกันไปเลย และการกู้ชื่อที่ทุกคนต้องร่วมมือกันทำให้ได้ คือการคว้าชัยชนะในงานแข่งขันอะแคปเปลลาระดับโลก ซึ่งก็แน่นอนล่ะครับว่ามันไม่ง่าย ต้องอาศัยทั้งพลังกายและพลังใจอย่างมหาศาลทีเดียว ภาคนี้ก็ยังดูสนุกอยู่ครับ แต่ผมก็ยังชอบภาคแรกมากกว่าอยู่ดี และสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกระหว่างดูก็คือ “ดูแล้วได้อารมณ์เหมือนตอนดู Iron Man 2 เลยแฮะ” Iron Man 2 เป็นหนังที่ดูสนุกครับ แต่หนังมีรายละเอียดเยอะมาก และผลที่ได้คือพอมันรายละเอียดเยอะ หนังก็จับได้ไม่หมด บางอารมณ์ก็จับได้แค่ผิวๆ บางประเด็นก็พูดถึงแค่ผ่านๆ หนังเลยเต็มไปด้วยวัตถุดิบดีๆ แต่เอามาปรุงได้ไม่เต็มที่ สุดท้ายอารมณ์เลยกั๊กๆ