รีวิว 24 Hours to Live (2017) 24 ชั่วโมง จับเวลาฝ่าตาย

ทราวิส คอนราด (Ethan Hawke) คือมือสังหารระดับพระกาฬที่ได้รับมอบหมายให้ปลิดชีพตำรวจสากลคนหนึ่ง (Qing Xu) แต่แล้วผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นว่าเขาต้องตกอยู่ในสภาพปางตาย และถูกนำตัวส่งมายังองค์กร

ทีนี้องค์กรก็ต่อชีวิตให้เขาอีก 24 ชั่วโมงครับ เพราะเขาโดนมาหนักจนไม่สามารถอยู่ได้นานกว่านั้น เขาเลยตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้องสักครั้ง โดยการหันหลังให้องค์กรและช่วยตำรวจสากลคนนั้นทำหน้าที่คุมกันพยานให้สำเร็จแทน

ว่ากันตามจริงมันคือ Crank ฉบับที่ลดอะดรีนาลีนลงมา แล้วใส่ดราม่าลงไปเยอะขึ้นครับ กล่าวคือหนังไม่ได้แอ็กชันบ้าระห่ำอะไรมากมาย คือมีแอ็กชันพอประมาณ แล้วก็จะไปหนักเรื่องปมของตัวละคร เช่นปมในอดีตของทราวิส หรือเรื่องครอบครัวของตำรวจสากลที่ทราวิสปกป้อง

แต่หนังก็สามารถตอบโจทย์ความเพลินได้โอเคในระดับหนึ่งครับ คือมันอาจไม่ได้มันส์มโหระทึกหรือลงตัวอะไรมาก แต่ก็ดูสนุก ดูได้เรื่อยๆ มีแอ็กชันแทรกมา มีดราม่าแบบพอเหมาะแทรกมา ทำให้หนังดูได้เรื่อยๆ ไม่น่าเบื่อ

Hawke เล่นเรื่องนี้ได้ดีครับ เพียงแต่รัศมีอาจไม่มากเท่าไร แต่ยังดีที่ดาราร่วมจอแต่ละคนก็ทำหน้าที่ได้อย่างน่าพอใจครับ ไม่ว่าจะ Xu ก็สวมบทตำรวจสาวได้อย่างดี เธอดูทะมัดทะแมงจนน่าเชื่อว่าเป็นตำรวจ และพอถึงซีนเค้นอารมณ์เธอก็ทำได้ดีเช่นกัน

Paul Anderson ที่หลายคนอาจจะคุ้นหน้าจากบทผู้พันมอแรงจาก Sherlock Holmes: A Game of Shadows มาเรื่องนี้เขารับบทจิม มอร์โรว์ เพื่อนของทราวิส ที่ตามปกติบททำนองนี้จะโมโนโทน คือถ้าไม่ร้ายก็ดีไปเลย แต่กับเรื่องนี้บทของจิมดูมีมิติ มีความเป็นมนุษย์ปุถุชนค่อนข้างมาก ซึ่งก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้หนังดูมีอะไรมากขึ้น

หนังมีดาราลายครามอย่าง Liam Cunningham (Hunger) มารับบทหัวหน้าองค์การมือสังหารที่มาแบบร้ายเต็มที่ แต่ที่ออกจะงงมากหน่อยคือ Rutger Hauer (Blade Runner) ที่รับบท แฟรงค์ อาจารย์ของทราวิสที่ดูเหมือนจะมีบทบาท แต่ไปๆ มาๆ กลับมีบทน้อย และบทแทบจะไม่เกี่ยวกับเส้นเรื่องหลักเลย จนแอบงงว่าลงทุนจ้างลุงเขามาทำไม (หรือจะเก็บไว้สำหรับภาคต่อก็ไม่รู้)

ตัวหนังจัดว่าสนุกกว่าที่คาดครับ คือมันไม่ได้สนุกโคตรๆ นะ แต่สนุกเพลินแบบไม่ค่อยน่าเบื่อ เพราะเรื่องมันเดินไปเรื่อยๆ มีแอ็กชันแทรกบ้าง มีฉากพระเอกได้โชว์ฝีมือบ้าง หรือฉากไล่ล่าชวนลุ้นก็ถือว่าทำได้โอเคพอสมควร

ผมชอบฉากไคลแม็กซ์ที่เราๆ คงเดากันได้ว่าทราวิสก็ต้องเดินทางไปบุกถล่มองค์กรถึงที่ ซึ่งฉากที่ว่านี่ก็ทำได้มันส์ไม่เลวครับ ทั้งฉากขับรถถล่มตึก หรือฉากยิงฉากบู๊หลังจากนั้น ถือว่าคิวสตันท์ทำได้น่าชื่นชมทีเดียว

หนังกำกับโดย Brian Smrz เขาคือสตันท์ที่ไต่เต้าขึ้นไปเป็นผู้กำกับกองสองให้กับหนังอย่าง X: First Class, X-Men: Days of Future Past, X-Men: Apocalypse, Live Free or Die Hard แล้วก็ Iron Man 3 เรียกว่าผลงานในทำเนียบนับว่าน่าสนใจทีเดียวครับ

และผลที่ได้สำหรับหนังเรื่องนี้ผมถือว่าโอเคเลยนะ คือมันดูดีกว่าหนังเกรดบีหรือหนังเกรดเออีกหลายๆ เรื่องที่ทำออกมาแล้วไม่มันส์ ไม่เข้าท่าสักทาง เพราะอย่างน้อยกับเรื่องนี้มันก็พอได้ ไม่ว่าจะแอ็กชันหรือดราม่า เพียงแต่หากเพิ่มตรงนี้นิดตรงนั้นหน่อย ของมันก็คงจะอร่อยขึ้น แต่หากดูแววจากหนังเรื่องนี้แล้ว หากเขายังเดินหน้าทำหนังต่อไป ก็คาดว่าเขาจะเป็นผู้กำกับอีกคนที่น่าจับตาครับ

โดยรวมแล้วผมสนุกกับมันครับ ถือว่าไม่คาดฝันเลย เพราะหน้าหนังมันดูไม่มีอะไร เหมือนหนังแอ็กชันพิมพ์นิยมทั่วๆ ไปที่มีออกมาให้เกลื่อนในหลายปีที่ผ่านมา แต่ครั้นพอได้ดูก็พบว่ามันเพลินดี เอาเป็นว่าช่วงนี้หนังก็ดูจะน้อยลงน่ะนะครับ หากไม่รู้จะดูอะไรล่ะก็ เรื่องนี้ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเหมือนกัน (แต่อย่าคาดหวังมากก็แล้วกันนะครับ)

คะแนนความชอบ 6.5/10

รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

 

วันที่เข้าฉาย: 4 มกราคม 2018

แสดงความคิดเห็น