รีวิว Star Wars: The Last Jedi (2017) สตาร์ วอร์ส ปัจฉิมบทแห่งเจได (สปอยล์เต็มๆ ตอนที่ 2)

มันคงเป็นการเขียนที่ไม่ครบเครื่องแน่นอน หากผมไม่สปอยล์ล่ะก็ เพราะมันมีอะไรที่ผมอยากพูดแบบหนักๆ อีกหลายอย่าง ดังนั้นนับแต่นี้ไปผมจะสปอยล์ละนะครับ ไม่อยากทราบไม่ควรอ่าน – ไว้ดูแล้วค่อยมาคุยกันอีกทีครับ ^_^

หลายสิ่งชวนให้คิดไปว่า สมดุลย์แห่งพลัง Balance of Force ที่เป็นรูปธรรม ก็คือการที่ทุกคนในจักรวาลร่วมมือกันทำในสิ่งที่เหมาะ เห็นในสิ่งทีควร เข้าใจถึงความจริงของจักรวาล และเข้าใจถึงคุณค่าของตน – แม้เราจะเป็นคนตัวเล็กๆ แต่ก็มีความสำคัญต่อจักรวาลเช่นกัน – มิใช่ต้องเป็นเจไดเท่านั้น

ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องของเรย์จะมีการหักมุมอะไรอีกไหม แต่หากมองจากทิศทางแบบนี้แล้ว ก็เหมือนหนังจะบอกเราว่า เรย์ไม่ได้เป็นลูกคนสำคัญ เธอเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เช่นเดียวกับฟินน์ที่เป็นทหารธรรมดาคนหนึ่ง และโพก็คือนักบินธรรมดาอีกคนหนึ่ง… ธรรมดาไม่ต่างจากโรส (Kelly Marie Tran) หรือเด็กที่ถือไม้กวาดคนนั้น

หลังจากภาคก่อนๆ บุคคลที่มีบทบาทอย่างมากต่อจักรวาลมักเป็นบุุคคลในตำนานไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ครั้งนี้ตัวละครหลักกลับเป็นคนธรรมดา ซึ่งก็ชวนให้คิดเหมือนกันว่าน่าจะเป็นธีมที่ผู้สร้างตั้งเป็นหลักเอาไว้ และคงด้วยธีมแบบนี้นี่เองเลยทำให้เราได้เห็น Rogue One ทำออกมา (เพราะนั่นก็ว่าด้วย “คนเล็กๆ ทำสิ่งยิ่งใหญ่” เช่นกัน – และผมค่อนข้างแน่ใจว่า ทิศทางนี้ มีไว้เพื่อนำไปสู่ Star Wars ชุดใหม่ที่มีการประกาศว่าจะทำกันต่อหลังจากภาค 9)

จู่ๆ ผมก็นึกถึงคำที่เคยมีตัวละครหนึ่งพูดว่า “อย่าดูหมิ่นอำนาจแห่งพลัง” คำนี้อาจไม่ได้จะบอกให้เราอย่าดูหมิ่น “พลังเจได” แต่หมายถึงจงอย่าประมาทต่อสิ่งใดทั้งสิ้น เพราะสรรพสิ่งที่อยู่ในจักรวาลล้วนมีผลต่อจักรวาลด้วยกันทั้งนั้น – ดังนั้นการที่ไคโล เรน ดูหมิ่น “เรย์” ที่เป็นลูกคนขายขยะ อาจเป็นหนทางสู่ความพินาศของเขาเอง – แบบเดียวกับที่ใครต่อใครในจักรวาล Star Wars โดนกันมาแล้ว

กับคำถามที่ว่า “เช่นนั้นแล้ว เราควรเชื่ออะไร ยึดเหนี่ยวอะไร ศรัทธาอะไร?” หลายคนอาจเริ่มเห็นแนวคำตอบ แต่หากใครยังเห็นไม่ชัด ไว้รอภาคหน้ามาก่อนค่อยมาว่ากันต่อ เพราะดูเหมือนประเด็นนี้ในภาคนี้จะเป็นแค่ก้าวแรก เป็นเหมือนดอกไม้แรกผลิเท่านั้น…

อีกประเด็นที่ชอบคือเรื่องของโพ ดาเมรอน ที่หากเป็นหนังทั่วไปแล้ว โพคือฮีโร่ขนานแท้ เป็นคนเก่ง เป็นความหวังของจักรวาล เพราะมีความห้าวหาญเด็ดเดี่ยวพอๆ แต่กับหนังภาคนี้หนังทำให้เราเห็นว่าหลายครั้งเขาดื้อดึง เขาทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าถูกต้องจนไม่ฟังใคร… แต่ไม่ใช่กับเรื่องนี้

บางครั้งเขาเลือกถูก แต่หลายครั้งเขาก็เลือกผิด หลายครั้งที่ต้องแลกด้วยชีวิตของคนอื่นๆ อีกทั้งบางทีเขาไม่สามารถอ่านเกม อ่านสถานการณ์ได้ ซึ่งก็อย่างที่เราเห็นว่าเขาเกือบจะนำพาชาวต่อต้านไปสู่หายนะ – ถ้าไม่ได้เลอามาขวางซะก่อน เรื่องก็คงจบไม่สวย – แต่จากเหตุการณ์นั้นก็ทำให้โพได้ประสบการณ์ ได้ตระหนักว่า “เราไม่ได้รู้ไปหมดทุกอย่างหรอก – เราไม่ได้เก่งไปเสียหมดหรอก”

แล้วหนังก็ทำให้เราเห็นว่าโพได้เรียนรู้ และเริ่มหัดมองสถานการณ์ออก จนนำไปสู่ตอนท้ายที่เขามองออกว่าลุคกำลังทำอะไร และทำเพื่อใคร… นาทีนั้นดูก็รู้ว่าเลอารู้แต่แรก แต่เธอเลือกที่จะนิ่ง ดูว่าเมื่อไรเด็กหนุ่มคนนี้จะคิดได้ และโพก็ไม่ทำให้เธอผิดหวัง (สีหน้าของ Fisher ตอนเล่นฉากนี้ ผมปรบมือให้ในใจเลย สื่ออะไรหลายอย่างได้ดีมาก)

ไม่ว่าสงครามครั้งหน้า เลอา ออร์กานา จะได้ร่วมรบหรือไม่ แต่เธอก็รู้ว่าฝ่ายต่อต้านมีความหวัง หากมีโพ ดาเมรอนคนนี้ คอยประจัญข้าศึก… เพราะนี่คือมรดกทางประสบการณ์ที่เธอตั้งใจส่งต่อให้ – บางทีผู้ใหญ่จะสอนเด็ก ก็ไม่ต้องสอนด้วยคำพูด แค่ต้องทำให้ดู และชี้ให้เห็น – ประเด็นนี้ลึกซึ้งดี ผมชอบ

บทสรุปของลุค – ผมว่ามันสวยงามดีครับ ฉากที่ลุคเจอเลอา ฉากที่เขาเดินไปด้านหน้าเพื่อปกป้องกลุ่มต่อต้าน มันคือซีนฮีโร่ มันคือลุคคนเดิมที่เรารอดู – ตอนแรกผมเอะใจนะ ว่าลุคมายังไงฟะ จู่ๆ โผล่มา ตอนแรกจะคิดว่า “เขียนบทไม่เนียน” อยู่แล้ว แต่พอถึงฉากไคโลสั่งยิงก็ถึงบางอ้อ (555) และกลายเป็นชอบฉากนั้นขึ้นมาเลย

ในตัวอย่างเรย์บอกว่า “ฉันอยากให้ใครสักคน ช่วยบอกฉันที ว่าฉันควรยืนอยู่ตรงไหนในเรื่องราวทั้งหมดนี่” จู่ๆ ผมก็คิดขึ้นว่า ไม่ใช่เรย์เท่านั้นหรอก แต่เราส่วนใหญ่ก็ถามคำถามนี้กันนะ – มันคือคำถามจำพวกเดียวกับว่า “ฉันเกิดมาทำไม? ฉันควรทำยังไงกับเรื่องนั้น-เรื่องนี้ดี?”

บางทีอาจไม่มีใครบอกเราได้ เพราะมันไม่มีอะไรตายตัว – เหมือนเหตุการณ์ในหนังที่พลิกผัน เหมือนชะตากรรมที่ไร้สูตรสำเร็จ ยิ่งถ้าเราเป็นคนธรรมดา พ่อไม่ได้รวย แม่ไม่ได้มียศฐา อากงอาม่าไม่ใช่คนใหญ่โต – แต่ข้อดีของการที่ชีวิตไร้ความตายตัวก็คือ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้

ถ้าเราอยากรู้ความหมายของชีวิตเราจริงๆ ก็ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ หามันไปเรื่อยๆ – ผมเชื่อว่าคำตอบมันมาทุกวัน ความหมายมีในหลายลีลา ผ่านเรื่องราว ผ่านผู้คน ผ่านปัญหา ผ่านหยาดเหงื่อ ผ่านหยดน้ำตา… ในวันสุดท้ายของชีวิต ไม่ว่าเราจะรู้คำตอบหรือไม่ แต่เชื่อเถอะว่า บนเส้นทางชีวิตที่เราใช้ไป เราได้สร้างความหมายขึ้นมาแล้ว

คะแนนความชอบ 8/10

รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

 

วันที่เข้าฉาย: 14 ธันวาคม 2017

แสดงความคิดเห็น