รีวิว Jigsaw (2017) เกมต่อตัดตาย (ตอนที่ 1)

หลังดูภาคนี้จบแล้วผมตระหนักได้อย่างหนึ่งครับว่า หนังชุด Saw 7 ภาคแรกนั้นถือเป็นหนังที่มีศิลปะในการนำเสนอ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้หนังชุดนี้มีความแตกต่างจากหนังไล่เชือดและหนังสยองเรื่องอื่นๆ ที่ส่วนมากพอทำออกมาได้ไม่กี่ภาคก็ต้องจบตัวเองลง หรือไม่ก็ทู่ซี้ทำแบบย่ำอยู่กับที่จนกว่ารายได้จะติดตัวแดงกันไป

ศิลปะที่ว่านี่ก็เริ่มตั้งแต่ฉากความรุนแรง ที่แม้ผมจะไม่สนับสนุบให้ใครทำตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าลูกเล่นฉากพวกนี้มันมีมากกว่าหนังเรื่องอื่นๆ หลายฉากมันมีรายละเอียด หลายกับดักมันมีความซับซ้อน อันเป็นการยกระดับให้ Saw เหนือกว่าหนังเชือดเรื่องอื่นๆ

ศิลปะต่อมาคือการเล่าเรื่อง ที่ชอบเอาล่อเอาเถิดกับความคิดและความเคยชินของคน อย่างเรื่องไทม์ไลน์ที่สนุกกับการหลอกคนดูแบบเนียนๆ อันไหนเกิดก่อนเกิดหลังบางครั้งก็ดูไม่ออก และยังสามารถเอาเรื่องไทม์ไลน์มาใช้ประโยชน์ในการทำภาคต่อ ขยายเรื่องราวได้เรื่อยๆ

และที่ขาดไม่ได้คือศิลปะการเชื่อมเรื่อง ไม่ว่าจะการเชื่อมเรื่องราวภายในภาคนั้นๆ ซึ่งการทิ้งปมทิ้งร่องรอยไว้ระหว่างทาง ก็เปรียบได้กับการโปรยเศษขนมปังให้เราเก็บตามทางไปเรื่อยๆ ซึ่งจุดนี้ถือเป็นศิลปะสำคัญของหนังชุดนี้ก็ว่าได้ครับ เพราะการทิ้งปมที่ว่านี้ มันต้องทิ้งปมแบบให้ดูเนียน ให้ดูไม่จงใจเกินไป

เพราะถ้าทิ้งปมชัดเกิน คนดูก็จะเดาทางได้เลยว่าเดี๋ยวเรื่องมันจะหักมุมไปทางไหน ดังนั้นจุดอร่อยอย่างหนึ่งของหนัง Saw คือการทิ้งปมไว้แบบไม่ให้คนดูรู้ แต่ก็ต้องทำให้คนดูเห็นในระดับหนึ่ง เพื่อที่พอเรื่องดำเนินไปถึงตอนท้าย คนดูก็จะได้นึกออก และอึ้งกับอะไรก็ตามในบทสรุปประจำตอน

และศิลปะอีกหนึ่งอย่างคือการเชื่อมเรื่องระหว่างภาค ที่หลายคนอาจรู้สึกว่ามันออกแนวแถ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าหนังชุดนี้แถได้ค่อนข้างเนียน แถได้เป็นเนื้อเดียวกัน แถแล้วไม่รู้สึกขัดกับตอนก่อนๆ ซึ่งการจะแถให้เป็นตุเป็นตะได้ขนาดนี้ คนทำก็ต้องเจ๋งจริงในระดับหนึ่ง

อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือแง่คิดบางอย่างที่สอดแทรกลงไปในหนัง จริงที่จิ๊กซอว์ใช้วิธีการสอนวิชาชีวิตแบบโหดร้ายเกินไป (ไม่) หน่อย แต่หากถอดเอาความรุนแรงออกไป แล้วมองกันที่แง่คิดแล้ว ก็จะพบว่ามันมาพร้อมประเด็นดีๆ บางทีก็สะท้อนสังคมเน่าๆ ซึ่งชวนให้เราขบคิดใคร่ครวญถึง ว่าบางเรื่องบางอย่างเราจะปล่อยให้มันยังคงเน่าต่อไปจริงๆ หรือ

นั่นล่ะครับคือสารพัดศิลปะของ Saw ที่ทำให้หนังชุดนี้แม้จะอุดมกลิ่นคาวเลือดแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็ไม่เป็นหนังที่เอาแต่ขายความสยอง เพราะมันไม่ลืมคอนเซปต์เฉพาะตัวของตนเอง กระทั่งภาค 7 ที่อาจอ่อนด้อยที่สุด ก็ยังถือว่ามีส่วนผสมของศิลปะที่ว่านี่ลงไปอยู่ (แต่ปริมาณมันน้อยไปเท่านั้นเอง)

ส่วนนี่คือภาคต่อลำดับที่ 8 ของ Saw ครับ ซึ่งก็ขำดี เพราะจำได้เลยว่าภาค 7 เขาประกาศชัดว่ามันจะเป็นเกมสุดท้าย แต่เพียงแค่ 2 ปีหลังจากภาค 7 ก็เริ่มมีข่าวว่าผู้สร้างอยากทำต่อ จนบดนี้ผลงานภาค 8 ก็คลอดออกมา หลังจากภาค 7 เป็นเวลาประมาณ 7 ปี

บอกตรงๆ ว่าผมพยายามไม่หวังครับ แม้ชื่อผู้กำกับจะทำให้แอบหวังอยู่นิดหนึ่ง นั่นก็คือ Michael Spierig และ Peter Spierig คู่พี่น้องที่ทำ Predestination และ Daybreakers ออกมาได้แบบน่าจดจำ แต่กระนั้นก็พยายามลดความคาดหวังแบบเต็มที่ครับ เพราะลึกๆ มันสังหรณ์ยังไงก็ไม่รู้… สังหรณ์ว่าสารพัดศิลปะที่ทำให้ Saw เป็นที่จดจำนั้น จะยังคงอยู่หรือไม่

ภาคนี้แพทเทิร์นก็มาตามสูตรของ Saw ล่ะครับ เปิดมาก็ฉายให้เราเห็นถึงคน 5 คนที่โดนกับดักของฆาตกรจิ๊กซอว์ (Tobin Bell) ซึ่งพวกเขาก็ทยอยตายกันไปทีละคน ส่วนคนที่เหลือก็ต้องพยายามแก้โจทย์ เอาตัวรอดออกไปให้ได้จากเกมมรณะสุดโหดนี่

ตัดมาอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นการสืบคดีของนักสืบฮัลโลแรน (Callum Keith Rennie) ที่พบคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นหลายรายติดๆ กัน และเงื่อนงำดูเหมือนจะชี้ไปในทางที่ว่า จิ๊กซอว์ได้กลับมาลงมืออีกครั้ง ซึ่งทุกคนก็แปลกใจล่ะครับ เพราะตัวจริงของจิ๊กซอว์นั้นน่าจะตายไปเป็น 10 ปีแล้วแท้ๆ

(ยังไม่จบ พรุ่งนี้มาต่อกันครับ)

รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

 

วันที่เข้าฉาย: 30 พฤศจิกายน 2017

แสดงความคิดเห็น