รีวิว Dunkirk (2017) ดันเคิร์ก (ตอนจบ – มีสปอยล์)

อันนี้มีสปอยล์ครับผม ไม่อยากทราบ ไม่ควรอ่านครับ

ผมชอบฉากที่ทหารในเรือหาเหตุผลที่จะให้คนอื่นไปตายแทนตน สะท้อนความจริงที่ว่าการเอาตัวรอดนั้นมันไม่มีคำว่า “เกียรติหรือศักดิ์ศรี” มาเกี่ยวข้อง ซึ่งมันอาจดูดิบหรือโหดร้าย แต่ในความจริงมันก็มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นสนามรบ

เอาเข้าจริงการหาเหตุโยนความตายให้คนอื่น มันก็อยู่ในจำพวกเดียวกับการโยนความผิดให้คนอื่น, โยนภาระให้คนอื่น, ผลักงานให้คนอื่น ฯลฯ มันคือการปัดสวะให้พ้นตัว มันคือความเห็นแก่ตัวของคน มันคือสิ่งที่เราพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน

ทว่าในขณะเดียวกัน โลกนี้ก็ยังมีคนที่พร้อมจะเสียสละ คนที่พร้อมจะรับผิดชอบ คนที่พร้อมจะเสี่ยงตายเพื่อทำในสิ่งที่ถูกต้อง… ในแง่หนึ่งการดู Dunkirk ก็ตอกย้ำในคำตอบต่อคำถามที่ว่า “เพราะอะไรเราถึงต้องทำสิ่งดีๆ เพราะอะไรคนดีๆ ถึงต้องพยายามเสียสละ ในขณะที่คนเห็นแก่ตัวก็มีอยู่ทั่วไป สู้เราเห็นแก่ตัวด้วย เอาตัวรอดเหมือนอย่างเขาไม่ดีกว่าหรือ?”

ก็เพราะว่าถ้าโลกนี้ทุกคนคิดแต่จะเอาตัวรอด มันคงเต็มไปด้วยความฉิบหาย เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง ความตาย และการนองเลือด

จริงที่มนุษย์ก็คือสัตว์ชนิดหนึ่ง เราต่างก็มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเหมือนสัตว์ทั่วไป แต่สิ่งที่ธำรงค์ให้โลกนี้ยังพอจะหมุนต่อไปได้ ทำให้เราพอจะมีที่ยืน พอจะมีความปลอดภัยในชีวิตเหลืออยู่บ้าง ก็เพราะคนบนโลกนี้ไม่เห็นแก่ตัวไปเสียทั้งหมด ความดี-ความชั่ว มันเลยยังพอจะคานอำนาจกันได้อยู่บ้าง

ว่าจะไม่คิด แต่พอคิดเท่านั้นล่ะ ก็คิดเลย… ไม่แน่ว่าใจว่าสิ่งที่ Nolan “เห็น” ในเรื่องราวของเหตุการณ์ Dunkirk จนรู้สึกอยากเอามาทำเป็นหนังนั้นคืออะไร ส่วนผมนั้นมองว่าประเด็นมันอาจไม่ใช่เรื่องของสงคราม เรื่องราวทางทหาร หรือการฆ่าฟัน แต่อาจเป็นเรื่อง “ทางรอดของมวลมนุษยชาติ” ที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวนี้

ลองมองดีๆ ผมว่าสมรภูมิ Dunkirk อาจเปรียบได้กับสังคมโลกทุกวันนี้… สังคมที่มีความวุ่นวาย คนแบ่งฝักฝ่าย คนเห็นแก่ตัว บางคนชอบหนีเอาตัวรอดและปล่อยให้คนอื่นตาย หรือคนระดับผู้นำก็มีการเขม่นกัน ทำสงครามกัน แย่งชิงอะไรบางอย่างกัน หรือไม่ก็ประลองกำลังและอำนาจกัน

การทำสงครามไม่ว่าจะเป็นสงครามจริงๆ ที่ยิงด้วยอาวุธ หรือสงครามทรัพยากร สงครามเศรษฐกิจ ก็จะต้องมีคนที่ประสบความลำบากอยู่กลางสนามรบ คนมากมายจำเป็นต้องรบ หรือบางคนแม้ไม่ได้รบแต่ก็ได้รับผลจากสงครามเหล่านั้น ต้องติดอยู่กลางสนามแห่งความวุ่นวาย ไปไหนต่อไม่ได้…

ถ้าเหตุการณ์ใน Dunkirk มีแต่คนรอความตาย (ไม่พยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหา) หนีความรับผิดชอบ หรือคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น หากคิดเอาว่าเราไม่เกี่ยว ไม่ต้องไปยุ่งกับเขาดีกว่า ไม่ต้องช่วยอะไรเขาหรอก… อะไรจะเกิดขึ้น?

ทางรอด (หรือปาฏิหาริย์) ที่เกิดขึ้นในหนัง คือสิ่งที่เกิดจากมือของมนุษย์ จากความพยายามของมนุษย์ และจากการร่วมมือกันของมนุษย์ และที่น่าสังเกตคือตัวละครในเรื่องไม่ใช่คนระดับผู้นำประเทศ ไม่ใช่ประธานาธิบดี ไม่ได้มีการโฟกัสไปที่ผู้มีอำนาจสูงๆ แต่เป็นการโฟกัสเรื่องของคนที่อยู่ตรงนั้น คนที่ต้องเจอกับปัญหา หรือไม่ก็อยู่ใกล้กับปัญหา

ไฮไลท์ของหนังจริงๆ ไม่ใช่ฉากสงครามรบพุ่งหรือความอลังการ แต่คือการที่คนได้ยื่นมือช่วยเหลือคนอื่น ช่วยพาคนที่กำลังจะตายให้รอดออกมา ช่วยดึงคนที่กำลังจะจมน้ำให้ลอยขึ้น… หรือกระทั่งช่วยคนที่กำลังจะสูญเสียตัวตน จิตวิญญาณ หรือกระทั่งความเป็นคน ให้ประคองตนจนผ่านเหตุการณ์นี้ไป และสามารถมีโอกาสที่จะตั้งหลักเริ่มชีวิตใหม่ขึ้นอีกครั้ง

ตัวละครทหารที่ตื่นกลัว (Cillian Murphy) กับกาารตอบสนองของดอว์สัน (Mark Rylance) และลูกชายในตอนท้าย สะท้อนประเด็นนี้ได้ดี

 

Dunkirk สอนเราไว้เช่นนั้น…
คะแนนความชอบ 8.5/10
รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

วันที่เข้าฉาย: 20 กรกฎาคม 2017

แสดงความคิดเห็น