รีวิว 12 Years a Slave (2013) ปลดแอก คนย่ำคน

ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ผมก็คิดขึ้นมาว่า เอาเข้าจริงๆ แล้วในอเมริกามีทาสผิวดำตายไปมากมายขนาดไหนในอดีต อีกทั้งทาสแต่ละคนยังโดนทารุณ โดนขืนใจ โดนกระทำประหนึ่งกับว่าไม่ใช่มนุษย์

แต่แปลกไหมที่เรื่องผีทาสผิวดำกลับไม่ค่อยมีให้ได้ยิน? ส่วนมากผีตัวท็อปก็มักจะเป็นผีผิวขาว หรือไม่ก็ผีคนมีชื่อมีเสียงสักหน่อย แต่ทาสผิวดำที่โดนทรมานจนน่าจะมีแรงอาฆาตมหาศาลไม่แพ้วิญญาณกลุ่มไหนๆ กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึง

แน่นอนครับว่าผมไม่ได้จะมาเปิดวงสนทนาเรื่องผี แต่ผมตั้งข้อสังเกตขึ้นมาในเชิงปรากฏการณ์ทางสังคมว่า คนผิวดำนั้นแม้กระทั่งทุกวันนี้หลายครั้งก็ยังถูกปฏิบัติเสมือนหนึ่งชนชั้นสอง ในอดีตก็โดนกดขี่จนโงหัวแทบไม่ขึ้น ว่าง่ายๆ คือพวกเขาถูกปฏิบัติแบบไม่ค่อยสำคัญเสมอมา เพียงแต่จะมากหรือน้อยต่างกันไปตามยุคสมัย

จนอดคิดไม่ได้ว่า ในโลกที่เรื่องผีและเรื่องลี้ลับฟูเฟื่องขนาดนี้ แต่ “ผีทาสผิวดำ” ก็ยังคงหนีไม่พ้นเป็นพลเมืองผีชั้นสองที่ได้รับการกล่าวถึงน้อยมาก แทบไม่มีคนแต่งเรื่องเล่ามาเขย่าขวัญโดย Based on เรื่องอันน่าเศร้าของพวกเขาเลย (ที่จำได้แม่นๆ คงเป็น Candyman)


ในขณะที่ผีนายทาส, ผีผิวขาวโหดๆ, ผีทหารที่เก็ตตี้สเบิร์ก หรือผีนางมารนางชียังจะมีคนยกมาพูดถึงมากกว่าตั้งเยอะ… ปรากฏการณ์เหล่านี้ผมมองว่ามีนัยบางอย่างที่ควรค่าแก่การสังเกตครับ เพราะมันสะท้อนมวลความคิดในสังคมได้อย่างน่าคิดทีเดียว

อาจเพราะคนผิวดำแม้ตายไปก็หนีไม่พ้นพลเมืองผีชั้นสองที่คนขาวส่วนหนึ่งก็เลือกจะไม่เอ่ยถึง (การเอ่ยว่าผีทาสผิวดำมีอำนาจเหนือคนผิวขาว อาจทำให้บางคนรู้สึกเขม่นในใจ) หรือสำหรับบางคนก็อาจหลีกเลี่ยงที่จะพูดเพราะจริงๆ มันคือเรื่องราวอันอัปยศที่คนผิวขาวส่วนหนึ่งก็รู้สึกแย่มาจนถึงปัจจุบัน

หรือบางคนอาจกลัวว่าการเอ่ยถึงผีทาสผิวดำจะกระทบใจพี่น้องผิวดำในปัจจุบัน อาจเป็นการย้ำแผลแห่งความแตกแยกให้ปริแตกกันโดยใช่เหตุ เลยหลีกเลี่ยงการพูดถึง… อาจเพราะเหตุผลเหล่านี้ ผีทาสผิวดำเลยไม่ค่อยมีพื้นที่บนสื่อ ไม่ค่อยได้อยู่ในเทรนด์ และไม่ได้รับการกล่าวถึงสักเท่าไร?

… ไปๆ มาๆ ประเด็นเรื่องผีอันนี้ อาจเกี่ยวกับ “คน” มากกว่า “ผี” ก็ได้

12 Years a Slave อิงจากชีวิตของโซโลมอน นอร์ธัป (Chiwetel Ejiofor) ชายผิวดำที่จริงๆ แล้วเป็นไท แต่กลับถูกคนหลอกไปเป็นแรงงานทาส เขาต้องตกระกำลำบากในฐานะทาสกว่า 10 ปี แต่กระนั้นเขาก็ยังพยายามที่จะนำพาตนให้พ้นจากความเป็นทาสในทุกโอกาสที่ทำได้

เป็นหนังที่ดูแล้วเกิดความรู้สึกหดหู่ครับ มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลยที่ต้องมาเห็นคนเหยียบย่ำคนด้วยกัน มิหนำซ้ำกลุ่มคนที่กระทำการเหยียบย่ำยังเชื่อว่าตนเองทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ทำสิ่งที่เหมาะสมแล้ว ทำสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ชนิดที่ใครมาบอกมาพูดอะไรก็ไม่ฟังทั้งสิ้น

แม้เรื่องราวมันจะไม่ได้ก่อให้เกิดความบันเทิง แต่หนังก็ยังน่าติดตามครับ เริ่มจากพลังดาราที่เข้มกำลังดี ไม่ว่าจะ Ejiofor, Paul Giamatti, Benedict Cumberbatch, Paul Dano, Sarah Paulson, Lupita Nyong’o (ที่ได้ออสการ์ไป), Alfre Woodard, Brad Pitt ซึ่งแต่ละคนบทบนจออาจไม่เยอะ (ยกเว้นตัวเอก) บางคนมาแค่ฉากเดียวแล้วก็ไป แต่พวกเขาก็ฝากพลังประดับไว้ในหนังเรื่องนี้แบบถ้วนทั่วทุกคน

และรายที่เกิดมาเพื่อบทนี้ต้องยกให้ Michael Fassbender พี่แกเป็นนายทาสผู้โหดเหี้ยมได้ถึงเครื่องมาก ที่ผมนับถือก็ตรงที่บทนี้ไม่ได้เหี้ยมแบบไร้มิติ แต่มันเป็นความเหี้ยมที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์และความสับสน Fassbender แสดงความสับสนผ่านนัยน์ตาได้อย่างน่าปรบมือครับ


หลายฉากเรารู้เลยว่าผู้ชายคนนี้มีอะไรในใจ และเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะทำบ้าทำโหดไปเพื่ออะไร แต่เขาก็ทำ เพราะเขาโตมากับชีวิตและค่านิยมคนขาวแบบนั้น เขาก็ทำไปตามนั้น เขาก็กดขี่คนดำไปตามนั้น โดยที่ลึกๆ ในใจมันก็มีลังเลบ้าง แต่สุดท้ายเขาก็เลือกจะทำในสิ่งที่โหด เพื่อให้ตนเหนือกว่า

สรุปว่าเป็นอีกหนึ่งหนังเข้มข้นที่นำเสนอชีวิตทาสได้ดีครับ มันอาจไม่ได้จริงมาก แรงมาก หรือหนักมากซะทีเดียว กลิ่นอายโดยรวมก็ยังให้อารมณ์ความเป็นภาพยนตร์อยู่ แต่อาจเป็นเพราะอย่างนั้นก็ได้ที่ทำให้เรารู้สึกอยากติดตามดูไปจนจบ (เพราะถ้าแรงหรือจริงเกิน เราก็อาจรับไม่ได้ และอาจดูไม่จบเอา)
คะแนนความชอบ 8/10
รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

วันที่เข้าฉาย:

แสดงความคิดเห็น