รีวิว The Cobbler (2014)

รีวิว The Cobbler (2014)


สำนวนภาษาอังกฤษที่ผมชอบมากอันหนึ่งคือ put oneself in someone’s shoes แปลตามศัพท์คือ “ใครบางคนลองไปใส่รองเท้าของอีกคน” ซึ่งความหมายก็ประมาณว่า เอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือลองไปยืนในมุม/จุดที่คนอื่นเขาอยู่ดู

และหนังเรื่องนี้ก็จับเอาสำนวนที่ว่ามาผูกเป็นเรื่องครับ ตัวเอกคือ แม็กซ์ ซิมคิน (Adam Sandler) ช่างซ่อมรองเท้าที่รับช่วงงานนี้ต่อมาจากพ่อ (โดยที่พ่อก็รับช่วงต่อจากพ่อของพ่ออีกที) ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่ได้มีสีสัน ไม่หวือหวา ไม่มีใครสนใจ อันที่จริงมันติดจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ

แล้ววันหนึ่งเขาก็ไปใช้เครื่องมือพิเศษที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษครับ มันจะทำให้รองเท้าคู่ที่ผ่านเครื่องนั้นกลายเป็นรองเท้าวิเศษ ที่หากเขาใส่รองเท้าคู่นั้นเมื่อไร เขาก็จะกลายร่างเป็นเจ้าของรองเท้าคู่นั้นในทันที

พล็อตน่าสนใจดีครับ จริงๆ คือมันสามารถต่อยอดเป็นหนังชีวิตสไตล์ค้นหาตนเองและค้นหาความหมายของชีวิตได้เลยล่ะ แต่ผลที่ได้กลับไม่ใช่แบบนั้นครับ (ไม่ใช่ทั้งในแง่สิ่งที่หนังเป็นและในแง่ความสนุกด้วย)



สิ่งที่ได้พบในหนังคือหนังกลายเป็นแนวเบาสมอง แต่ที่แปลกใจหน่อยๆ คือมันไม่เชิงเป็นหนังฮาสไตล์ Sandler ที่จะติงต๊องหลุดโลกหรือเว่อร์วังแบบที่เราเคยเจอ (แบบ The Water Boy, Mr.Deeds หรือ Big Daddy)
ทว่าหนังออกมาในโทนเบาสมองแบบกึ่งจริงจังครับ เหมือนพยายามจะเอาหนังตลกมาบวกกับหนังชีวิตและหนังระทึกขวัญอาชญากรรม แต่ถ้าให้พูดตรงๆ แล้ว หนังยังจับเอาส่วนผสมที่ว่านี้มารวมกันได้แบบไม่ลงตัวนักในแง่อารมณ์ขัน หนังอาจมีบ้างครับ แต่ก็ไม่มากเท่าไร ขณะเดียวกันหนังก็มีพล็อตจริงจังนิดๆ โผล่มาในตอนหลังๆ ประมาณว่าแม็กซ์ไปสวมรองเท้าที่พาไปสู่ปัญหา พาชีวิตแม็กซ์ไปสู่เรื่องระทึก แต่จนแล้วจนรอดปมนี้ก็ยังไม่ถึงกับน่าจดจำครับ จริงๆ คือมันไม่สุดด้วย คือจะเครียดก็ไม่เครียด จะดราม่าก็ไม่ดราม่า บางช่วงก็เหมือนจะทำให้ขำ แต่มันก็ไม่ขำเท่าไร ดูกั๊กๆ เกินๆ พิกลยอมรับว่าแปลกใจกับโทนของหนังเหมือนกันครับ มันดูหม่นๆ จริงจังๆ ซึ่งจริงๆ ก็พอเข้าใจครับหาก Sandler จะลองอะไรที่มันแตกต่าง อันที่จริงเขาเคยลองมาแล้ว และได้ผลจนน่าชื่นชมมาแล้วใน Reign Over Me เรื่องนั้นเป็นส่วนผสมที่ได้ที่มากๆ ระหว่างหนังเบาสมองแบบจริงจัง ผสมดราม่า



แต่กับเรื่องนี้โทนมันยังไม่กลมกล่อมครับ และที่น่าเสียดายคือบทหนังที่นำพาเราไปตามติดเหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับชีวิตของแม็กซ์ แทนที่จะเป็นการพาเราไปเรียนรู้ความหมายชีวิต
จริงๆ ด้วยสารตั้งต้นของหนัง “การที่ตัวเอกสามารถเปลี่ยนร่างเป็นใครก็ได้” นั้น บทมันพาไปได้หลายทิศทางมากครับ เช่น จะให้ตัวเอกหลงระเริงกับการเป็นคนอื่น จนพอถึงจุดหนึ่งถึงจะตระหนักในคุณค่าของตัวเองก็ได้ หรือจะให้ตัวเอกใช้ความสามารถในการเปลี่ยนร่างนี้ ไปช่วยแก้ปัญหาชีวิตให้กับคนอื่นๆ จนพอถึงจุดหนึ่งเขาก็สามารถเอาเรื่องราวของคนอื่น มาค้นหาความหมายของชีวิตตนเองก็ได้หนังสามารถเดินไปบนเส้นทางที่หนังอย่าง It’s A Wonderful Life, The Family Man, ซีรี่ส์ Quantum Leap หรือ Click (ซึ่งเป็นหนังของ Sandler เอง) ทำสำเร็จมาแล้ว แต่หนังกลับไปในทิศทางอื่นดังที่ผมบอกน่ะครับ ยอมรับเลยว่าเสียดายจริงๆ นะ อุตส่าห์ได้พล็อตตั้งต้นดีๆ แบบนี้แล้วเชียวกลายเป็นหนังวืดของ Sandler ครับ ลงทุน $10 ล้าน แต่ได้คืนมาประมาณ $1.2 ล้าน ดับสนิทเลยครับ แต่ตัวผู้กำกับอย่าง Tom McCarthy แม้เรื่องนี้จะดับ แต่เขาก็แก้มือได้อย่างสวยงามกับ Spotlight หนังยอดเยี่ยมออสการ์ปี 2015 (ส่วน Sandler จนถึงตอนนี้ยังคืนฟอร์มไม่ได้ครับ ที่จริงคือตนนี้พี่แกหันไปทำหนังลง Netflix แทน)



คะแนนความชอบ 6/10


รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

ปล. มีสปอยล์ครับ ไม่อยากทราบกรุณาอย่าอ่านครับ

ผมชอบหักมุมตอนท้ายนะ มันอึ้งดีครับ แต่น่าเสียดายที่ตัวหนังก่อนหน้ามันไม่ได้มีอะไรให้ประทับใจสักเท่าไร มันยังไม่ทำให้เรารู้สึกว่า “ครอบครัวซิมกินคือผู้พัทักษ์” แบบที่ตัวละครหนึ่งในตอนท้ายเอ่ยปากขึ้นมา


 

Similar Videos

รีวิว Circle (2015)

1949 0

Circle คือหนังไซไฟระทึกขวัญที่ได้รับการพูดถึงไม่น้อยครับ ดูแล้วก็ชวนให้นึกถึง Cube นะ เพราะจับเอาเรื่องราวในที่ปิดตายมาเป็นโจทย์ ตามด้วยกลุ่มตัวละครที่ต้องหาทางเอาตัวรอด เพียงแต่ะความเด็ดก็อาจยังไม่มากเท่า Cube เท่านั้นเอง

รีวิว Bad Neighbours (2014) เพื่อนบ้านมหา(บรร)ลัย

1969 0

Bad Neighbours อีกหนึ่งหนังฮาม้ามืดของปีก่อน ดูแล้วก็สนุกดีครับ ฮาได้เรื่อยๆ เพลินใช้ได้ทีเดียว

รีวิว Dark Places (2015) ฆ่าย้อน ซ้อนตาย

2487 0

ช่วงนั้นกระแสของ Gone Girl กำลังมาครับ เลยทำให้ชื่อของ Gillian Flynn เจ้าของนิยายต้นฉบับที่ดังอยู่แล้วในวงการนิยายสืบสวน เป็นที่รู้จักมากขึ้นสำหรับคอหนัง