รีวิว Christmas Inheritance (2017) ธรรมเนียมรักวันคริสต์มาส

พฤติกรรมการดูหนังของคนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ครับ ส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงก็คือความก้าวไกลของเทคโนโลยี โดยยุคนี้ดูจะเป็นยุคสมัยแห่งการดูออนไลน์ การดูอยู่กับบ้าน หรือดูที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องไปต่อแถวซื้อตั๋วเพียงอย่างเดียว

แน่นอนว่าบรรยากาศในโรงหนังยังไม่มีอะไรมาแทนได้ง่ายๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการดูออนไลน์กลายเป็นทางเลือกหนึ่งที่คนรู้สึกว่ามันมีความสะดวกสบาย โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์ของคนสมัยใหม่ที่อาจจะมีเวลาน้อยลง (จนไม่สามารถหาเวลาไปดูในโรงได้ง่ายๆ)

นั่นเลยทำให้การแข่งขันของตลาดหนังออนไลน์หรือ Home Entertainment มาแรงขึ้น คนทำกล้าลงทุนผลิตหนังกันออกมามากขึ้น อย่าง Netflix นี่ดูก็รู้ว่าเอาจริงครับ ทำหนังออกมาป้อนหลากแนวมากขึ้น

อย่างหนังคริสต์มาสนี่ก็ทำออกมาหลายเรื่องหลากรส ตั้งแต่ The Christmas Prince มาถึง El Camino Christmas และล่าสุดก็เรื่องนี้ เรียกว่าตั้งใจทำหนังคริสต์มาสมาแชร์มาร์เก็ตจากผู้สร้างเจ้าเดิมที่ครองตลาดอยู่อย่าง Hallmark เลยล่ะ


ถ้าให้ว่ากันแบบตรงๆ แล้ว ผมชอบเรื่องนี้สุดในบรรดาหนังคริสต์มาส 3 เรื่องที่ผ่านมา โอเค มันอาจจะไม่ได้สุดยอดนะ แต่มันมาถูกทาง มันมีความพอเหมาะพอดี มีแง่คิดสอนใจ และมีบรรยากาศชวนอบอุ่นสมกับเป็นหนังเทศกาล

เรื่องราวของ เอลเลน แลงฟอร์ด (Eliza Taylor) ลูกสาวเจ้าของธุรกิจรายใหญ่ในนิวยอร์กที่เป็นสาวไฮโซจอมปาร์ตี้ ไปงานไหนป่วนงานนั้นจนพ่อของเธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเธอจะเหมาะสำหรับการสืบทอดกิจการนี้ดีหรือไม่ เขาเลยมอบภารกิจให้เธอนำจดหมายไปส่งให้ถึงมือชายชื่อซีค ผู้เป็นเพื่อนและหุ้นส่วนธุรกิจของเขา

เอลเลนเลยต้องเดินทางไปยังสโนว์ฟอลล์ เมืองเล็กๆ ที่สัญญาณมือถือแทบไม่มี แท็กซี่ก็มีแค่คันเดียว ตอนแรกชีวิตเธอก็ปั่นป่วนพอดูครับ เพราะคุณหนูเช่นเธอไม่ชินกับอะไรแบบนี้เลย แต่แล้วเธอก็ค่อยๆ เรียนรู้เรื่องราวดีๆ มากมายจากชาวเมือง และแน่นอนว่ามันทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไป

หนังมาถูกทางแล้วครับคราวนี้ มันสูตรลงสูตร “อบอุ่น” สไตล์วันคริสต์มาสเลย มีเนื้อหาดีๆ มีตัวละครน่ารัก มีบรรยากาศพอเหมาะ ดูแล้วมีความสุข จบแบบแฮ้ปปี้เอนดิ้ง เรียกว่าทำออกมาได้ดีไม่น้อยหน้าหนังคริสต์มาสหลายๆ เรื่องจากฟาก Hallmark เลยล่ะครับ


เรื่องฉากนี่เป็นอะไรที่สำคัญมาก หากเลือกสถานที่ดี มันก็จะได้บรรยากาศดีและภาพสวยๆ ตามมา และหนังก็ทำได้อย่างน่าพอใจครับ เมืองในหนังคือชื่อสมมติ ส่วนสถานที่จริงคือออนโทริโอ ประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นโลเกชั่นที่หนัง Hallmark ส่วนใหญ่ไปถ่ายทำกันน่ะครับ เพราะบ้านเมืองในแคนาดาจะสวยงามแบบชนบท ไม่ได้มีความเป็นเมืองใหญ่ ไม่ได้มีแต่ตึกรามบ้านช่อง เรียกได้ว่าเป็นบรรยากาศในฝันที่น่าแวะเวียนไปพักผ่อนจากความวุ่นวายดูสักครั้งครา

เรื่องภาพนี่ยกนิ้วให้เลยครับ ถ่ายออกมาได้สวยมาก โดยเฉพาะภาพในเมืองที่น่าเดินเล่นมากๆ ยิ่งมีหิมะตกและมีประดับไฟนี่ยังเปี่ยมมนต์ขลังเข้าไปใหญ่ ส่วนดาราก็เล่นได้ลื่นดีครับ Taylor เล่นได้น่ารักกว่าที่คิด เพราะตอนแรกที่เธอยังเป็นคุณหนูขี้เมาในงานเลี้ยงนั่น ผมก็เกิดข้อกังขาในใจว่าเธอจะทำให้เราเชื่อได้ไหมว่าเธอจะมีความเปลี่ยนแปลงในแง่ดีในตอนท้าย

และผลสุดท้าย เธอทำได้ครับ เธอค่อยๆ แสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเธอ ส่วนหนึ่งผมว่าเธอเองก็ไม่ได้เป็นสาวปาร์ต๊้แบบเต็มร้อยแต่แรก เธอยังมีมุมดีๆ ซ่อนอยู่ เพียงแต่ตอนอยู่ในเมืองเธอต้องเป็นคนเมือง และไม่ค่อยมีโอกาสได้ดึงมุมดีๆ นั้นออกมาสักเท่าไร แต่พอมาอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่น่ารักแบบสโนว์ฟอลล์แล้ว มุมที่ว่าก็ค่อยๆ ฉายแสงออกมา… น่ารักดีครับ

สรุปว่านี่เป็นหนังคริสต์มาสที่ทำออกมาได้น่าพอใจครับ อบอุ่น น่ารัก Feel Good แม้หลายๆ อย่างอาจจะดูโลกสวยไปบ้างก็ตาม (อย่างเรื่องการบริจาค ที่เราๆ ท่านๆ ก็โตพอที่จะรู้ว่า การบริจาคที่ตรงเป้าก็มี แต่ที่ไม่ตรงเป้าก็มาก เป็นต้น) แต่หากดูเพื่อความสบายใจแล้วล่ะก็ หนังตอบโจทย์ทำให้เรายิ้มได้อย่างมีความสุขแบบกำลังดีครับ

ผมว่าปีนี้เป็นเพียงออเดิร์ฟนะ ต้องรอดูปีหน้าครับ ผมเชื่อว่าคนรักหนังวันคริสต์มาสต้องมีอะไรให้ดูกันมากขึ้นกว่าเดิม และคุณภาพของหนังก็ต้องเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมแน่ๆ เพราะตลาดหนัง Holiday เป็นตลาดใหญ่กว่าที่คิดครับ

คะแนนความชอบ 6/10

รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

วันที่เข้าฉาย:

แสดงความคิดเห็น