รีวิว Star Wars: The Last Jedi (2017) สตาร์ วอร์ส ปัจฉิมบทแห่งเจได (สปอยล์เต็มๆ ตอนที่ 1)

มันคงเป็นการเขียนที่ไม่ครบเครื่องแน่นอน หากผมไม่สปอยล์ล่ะก็ เพราะมันมีอะไรที่ผมอยากพูดแบบหนักๆ อีกหลายอย่าง ดังนั้นนับแต่นี้ไปผมจะสปอยล์ละนะครับ ไม่อยากทราบไม่ควรอ่าน – ไว้ดูแล้วค่อยมาคุยกันอีกทีครับ ^_^

ยอมรับว่าตอนดูนี่ผม “เฮ้ย” ในใจหลายรอบอยู่ครับ หลายอย่างมันไม่เป็นไปดังที่คาด คือมันไม่ใช่สูตรประเภทที่ว่า พอถึงภาคสุดท้าย เหล่าตัวเอกต้องเจอกับบอสใหญ่สุดที่มีพลังมากสุด และเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เหมือนแฮร์รี่รอตีกับโวลเดอร์มอร์อะไรแบบนั้น แต่มันกลายเป็นการต่อสู้กันระหว่างคนรุ่นใหม่มากกว่า – ประมาณว่ารุ่นเก่าตกไป ให้รุ่นใหม่คุมบังเหียนจักรวาลกันเอง

ตอนแรกแอบไม่โอเคเหมือนกันครับ เช่น ตอนสโน๊คโดนเล่น (แบบตายง่ายโคตร) เพราะใจลึกๆ มันคุ้นชินกับหนังที่ตัวละครไต่ระดับไปสู้กับบอสใหญ่มากกว่า แต่พอสโน๊คโดนเล่นซะ ก็อดคิดไม่ได้ว่าบอสคงเป็นไคโล เรนแล้วล่ะทีนี้ แต่พอดีว่าไคโล เรนนั้นยังดูไม่มีบารมีพอน่ะครับ ภาคนี้เขายังดูเป็นเหมือนเด็กสับสนอยู่ ไม่ได้เป็นบอสทรงพลังแบบหนังแนวนี้ มันเลยแอบวูบในใจพลางคิดว่า “ภาคต่อไปจะมันส์ไหมเนี่ย”

แต่พอเวลาผ่านไป พอความคิดเรียงตัว ผมก็เริ่มชอบหนังมากขึ้น และอยากดูภาคต่อไปมากขึ้น เพราะทิศทางที่หนังกำลังจะพาเราไปมันคือการปฏิวัติจักรวาลครั้งใหญ่ มันคือการ Restart สรรพสิ่ง เป็นการตั้งหลักให้จักรวาลมีความมั่นคงอันเหมาะควร และเป็นการ “นำสมดุลย์มาสู่พลัง” อย่างแท้จริงตามที่คำทำนายเคยกล่าวไว้

ว่าง่ายๆ คือผมเลิกคาดหวังว่ามันจะเป็นหนังไต่ระดับไปฟัดกับบอสแล้วครับ แต่ผมว่ามันน่าจะเป็น “การเชือดเฉือนของชะตากรรม การปะทะกันของอุดมการณ์ และการผลิบานของสมดุลย์ “มากกว่า ซึ่งหากทำได้ถึงจุดนั้นล่ะก็ ภาค 9 ก็จะเป็น Star Wars ภาคที่เดินทางไปถึงพรมแดนใหม่ ที่ยังไม่เคยมี Star Wars ตอนใด ไปถึงมาก่อน ^_^

และเมื่อความคิดเปลี่ยนแล้ว ผมก็มองคาแรคเตอร์ของไคโลอีกครั้ง และตระหนักได้ว่ามันจะเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ ว่าชะตาของเขาและเรย์จะไปตัดกันตรงไหน (เปลี่ยนมุมคิด ชีวิตเปลี่ยนครับ 5555) – อีกอย่างก็คือ ภาคต่อไปก็อาจจะยังไม่แน่ครับ – ยังไม่ปิดโอกาสที่จะได้พบเจอกับอะไรที่คาดไม่ถึง เช่น บอสที่คาดไม่ถึง เป็นต้น

อย่างที่บอกว่าหนังมีการปฏิวัติ ซึ่งการปฏิวัติชั้นแรก คือหนังวิพากษ์ความผิดพลาดของ “ผู้ใหญ่” “ผู้นำ” หรือ “คนรุ่นเก่า” อย่างที่ลุคมองว่าการที่ดาร์ธซีเดียสขึ้นเป็นใหญ่ได้ ดาร์ธเวเดอร์ถือกำเนิดได้ตั้งแต่ตอนนั้น ก็เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดของเหล่าปรมาจารย์เจไดที่คิดว่าตัวเองเอาอยู่ คิดว่าตัวเองจัดการได้ และเชื่อในอำนาจแห่งพลัง “เจได” ของพวกตนมากจนเกินไป – จนพลาดที่จะพิจารณาถึงความสำคัญของปัจจัยอื่นๆ ไป

หรือกระทั่งเหตุการณ์ล่าสุดระหว่างลุคกับไคโล เรน ก็เป็นดั่งประวัติศาสตร์ซ้ำรอย มันเป็นอีกครั้งที่ “ผู้ใหญ่” อย่างลุคเกิดความกลัว จนไปปลุกอสูรในตัวของเบน โซโลขึ้นมา ลุคทำให้เขากลัว ทำให้เขาสับสน ทำให้เขาเตลิดจนกลายเป็นไคโร เรน มันจึงไม่แปลกครับที่ลุคเลือกที่จะปลีกวิเวก ไม่อยากข้องเกี่ยวกับวิถีโลกรวมถึงวิถีแห่งพลังอีก

หากมองย้อนไปแล้ว ดาร์ธซีเดียสหรือผู้นำสโน๊คต่างก็ได้ศิษย์ข้างกายมา (ดาร์ธ เวเดอร์-ไคโล เรน) ก็เพราะศิษย์เหล่านั้นโดน “ผู้ใหญ่-คนดี-อาจารย์” ทรยศ-ไม่ไว้ใจ-ทำให้กลัว จากนั้นทั้งดาร์ธซีเดียสและสโน๊คก็ฉกประโยชน์ ฉวยโอกาส หลอกใช้คนเหล่านั้น อันส่งผลตามมาด้วยความหายนะระดับจักรวาล

หนังเหมือนจะบอกเรากลายๆ ว่า บางทีผู้ใหญ่ก็ทำสิ่งผิดพลาดได้ รวมถึงนิกาย ลัทธิ ศาสนาต่างๆ ที่หากยึดถือมากเกิน ก็อาจจะเปลี่ยนจาก “คุณ” ให้กลายเป็น “โทษ” ได้เหมือนกัน… คุยถึงตรงนี้เหมือนชีวิตจะเคว้งคว้าง เราคงอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่า เช่นนั้นเราควรเชื่ออะไรดีล่ะ – เชื่ออะไรมันถึงจะดี?

การปฏิวัติชั้นต่อมาคือ เรื่องของ “พลัง” ที่หนังบอกว่าพลังนั้นหาใช่อำนาจพิเศษที่มีประโยชน์แค่ใช่ควบคุมจิตใจ หรือใช้ยกของให้ลอยได้ แต่ปรัชญาแห่งพลังมันคือการทำงานที่สอดประสานร่วมกันของสรรพสิ่ง ทุกส่วนล้วนทำงานสอดประสานกัน – จักรวาลที่กว้างใหญ่ยังดำรงคงอยู่ได้ ต้องเริ่มจากสมดุลที่พอเหมาะในระดับอะตอมที่เล็กที่สุด

สมดุลย์ของจักรวาล ก็ไม่ต่างจากสมดุลย์ของคน ทุกภาคส่วนมันต้องทำงานประสานกัน มันถึงจะทำให้สังคมอยู่ได้ อำนาจและพลังในการทำให้สังคมอยู่ได้ต้องเริ่มจากมือของทุกคน ตั้งแต่เด็กเล็กๆ ไปจนถึงผู้ใหญ่ทรงภูมิ – การฝากชะตาจักรวาลไว้กับคนเพียงกลุ่มเดียว วัยเดียว หรือศาสนาเดียว มันไม่ใช่การกระทำที่ฉลาดนัก

หายนะในโลก Star Wars เกิดขึ้นหลายครั้ง ก็เพราะอำนาจที่เทไปฝั่งเดียวมิใช่หรือ? และหากพิจารณาให้ดีแล้ว สิ่งที่ทำให้ผู้มีอำนาจในแต่ละยุคสมัย (Episode 1 – 3 คือ เจได และ Episode 4 – 6 คือ จักรพรรดิพัลเพทีน) แพ้พ่ายก็คือสิ่งเดียวกัน… ความประมาทในการประเมินตนเองและฝ่ายตรงข้าม (การประเมินที่ขาดสมุดลย์ = ความประมาท)

(ยังไม่จบ พรุ่งนี้มาต่อกันครับ)

รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

 

วันที่เข้าฉาย: 14 ธันวาคม 2017

แสดงความคิดเห็น