รีวิว Star Wars: The Last Jedi (2017) สตาร์ วอร์ส ปัจฉิมบทแห่งเจได (ปลอดสปอยล์ ตอนที่ 1)

หาก Star Wars ภาค The Force Awakens คืองานบูชาครูที่ทำให้คนดูรู้สึกถึงบรรยากาศเก่าๆ พร้อมด้วยกลิ่นอายเดิมๆ แล้วล่ะก็ The Last Jedi นี่ก็คงถือเป็นการเดินไปบนเส้นทางสายใหม่ ตรงกับที่ลุคบอกไว้ในตัวอย่างว่า “มันจะไม่ได้จบลง เช่่นที่เจ้าคาดคิด”

ผมเชื่อว่าหนังเรื่่องนี้คงมีคนที่ชอบในการที่ผู้สร้างตัดสินใจเดินเรื่องไปบนเส้นทางนี้ ในขณะที่บางส่วนก็อาจจะเฉยๆ หรืออาจจะไม่ชอบ อย่างตอนผมเดินออกจากโรงมานี่ ผมได้ยินเพื่อนร่วมโรงกลุ่มหนึ่งสนทนากันว่าพวกเขารู้สึกผิดหวังกับหนังแค่ไหนบ้าง

ดังนั้นในเบื้องต้นน่ะนะครับ ถ้าใครอยากดูหรือใครเป็นแฟนสตาร์วอร์ส ผมว่าจัดได้เลยครับ ลองดูกัน ชอบก็ชอบด้วยตาตัวเอง ผิดหวังก็ผิดหวังด้วยตาตัวเอง เพราะผมเชื่อว่าถ้าใครอยากดู ยังไงก็ต้องดูอยู่แล้ว ส่วนใครที่เฉยๆ กับหนังชุดนี้ ก็คงรอดูตอนออกแผ่นตามระเบียบ

แต่สิ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือ เคล็ดอย่างหนึ่งในการดูหนังเรื่องนี้ก็คือ ดูแบบเปิดใจ เปิดรับสรรพสิ่งที่หนังนำเสนอ บางอย่างมันอาจจะขัดกับขนบที่เราเคยคุ้นชินมา ก็อยากให้ลองตามน้ำไปก่อนครับ ลองเสพและลองเชื่อมใจเราสู่สิ่งที่หนังเป็น เพราะไม่แน่ว่ามันอาจกลายเป็นหนังที่คุณชอบมากกว่าที่คิดก็ได้ (แต่หากไม่ชอบก็ไม่แปลกนะครับ มันเรื่องธรรมดาสุดๆ ของการดูหนังอยู่แล้ว)

ผมดูรอบแรกสุด (11.00 น.) พอดูจบก็เกิดภาวะเคว้งคว้างพอประมาณครับ เหมือนมันยังไม่เข้าที่ (หรือไม่ก็เหมือนว่าเราเป็น “ปลาผิดน้ำ”) จากนั้นสักพักสิ่งที่อยู่ในหนังค่อยๆ ตกผลึก ค่อยๆ จัดลำดับในหัว ก่อนที่สุดท้ายมันจะให้คำตอบตรงกันทุกภาคส่วนในความรู้สึกว่า “โอเค ตอนแรกรู้สึกแปร่งๆ แต่ตอนนี้บอกได้แล้วว่า ผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ ^_^”

ภาคนี้มีหลายเส้นเรื่องน่ะครับ (ออกแนว The Empire Strikes Back) มีทั้งเรย์ (Daisy Ridley) เดินทางไปหาลุค สกายวอล์คเกอร์ (Mark Hamill) ที่อารามแห่งเจได อีกฟากหนึ่งก็เป็นเรื่องของฝ่ายต่อต้านที่นำโดยเจ้าหญิงเลอา (Carrie Fisher) ที่ต้องนำคนหลบหนีจากการโจมตีของพวกปฐมภาคี ที่หนนี้ไล่บี้ไล่ขยี้กะล้างบางเอาให้ตายกันไป

แล้วตัวละครจากภาคก่อนอย่างโพ (Oscar Isaac) นักบินจอมระห่ำ, ฟินน์ (John Boyega) ผู้แปรพักตร์จากปฐมภาคี พวกเขาก็ยังมีเส้นเรื่องย่อยลงไปครับ ซึ่งตรงนี้ผมจะยังไม่เล่า บอกได้เพียงว่าเรื่องมันมีรายละเอียดอีกพอสมควร แต่มันอาจจะไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมายเท่านั้น

ถ้าถามว่าหนังสนุกไหม? ยอมรับว่าตอบยากครับ เพราะมันไม่ใช่หนังลุยด่านปราบบอสไปเรื่อยๆ และบางอย่างก็ยังหักเหไปจากที่คิดด้วย เอาแค่ตอนเรย์ส่งไลท์เซเบอร์ให้ลุคก็พอแล้วครับ ผมเชื่อว่าตอนเราดูภาค 7 จบ คงมีน้อยคนน่ะที่จะคิดว่าลุคจะมีปฏิกิริยาแบบนั้นออกมาได้

หนังเต็มไปด้วยทิศทางที่ยากต่อการคาดเดา หลายอย่างฉีกสูตร Star Wars ออกไปเลย แต่ก็ต้องบอกก่อนว่า ฉีกในที่นี้ มันอาจไม่ได้สดใหม่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลกภาพยนตร์น่ะนะครับ มันอาจจะเคยมีหนังที่นำเสนอในสไตล์แบบนี้มาแล้ว แต่บอกได้เลยว่าสำหรับความเป็น Star Wars แล้ว ถือว่ามันแปลกใหม่พอดู ทีนี้ก็ขึ้นกับเราล่ะครับว่าจะชอบหรือไม่ – จะคิดว่ามันใช่หรือเปล่า?

ในแง่แอ็กชันหรือฉากไล่ล่าก็ถือว่าทำได้ดีครับ เพียงแต่มันอาจจะไม่ได้เน้นสู้กันสักเท่าไร ส่วน Effect เนียนเหมือนเดิม หลายฉากมันบ่งบอกเลยว่าคนทำใส่ใจรายละเอียด อย่างฉากไคลแม็กซ์ บนดาวที่เป็นเกลือน่ะครับ ผมว่าช่างคิดมากเลยนะ เอาสีแดงมาตัดกับสีขาวได้เนี่ย เจ๋งดีทีเดียว และมันก็ทำให้ฉากเหล่านั้นดูสวยด้วย

ส่วนนักแสดงจริงๆ ผมว่าแต่ละคนก็ทำหน้าที่ได้ดีล่ะครับ ว่ากันตรงๆ คือในแง่คนเล่นแล้ว เขาเล่นได้ดีตามที่บทกำหนด แต่หากเราจะรู้สึกแปลกๆ ระหว่างดูล่ะก็ ก็คงเป็นเรื่องของบทน่ะครับ ที่หากเรารู้สึกไม่คล้อยตามกับทิศทางที่บทหนังนำพาไป เราก็อาจรู้สึกติดขัดในใจได้ – และในทางกลับกัน หากเราโอเคกับทิศทางของบท เราก็น่าจะโอเคกับคาแรคเตอร์ที่ตัวละครเป็นได้ไม่ยาก

(ยังไม่จบ พรุ่งนี้มาต่อกันครับ)

รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

 

วันที่เข้าฉาย: 14 ธันวาคม 2017

แสดงความคิดเห็น