รีวิว Valerian and the City of a Thousand Planets (2017) วาเลเรียน พลิกจักรวาล

หนังผจญภัยผสมไซไฟทุนสูงจากฝีมือของผู้กำกับ Luc Besson ที่เหมือนจะเอาสูตรเดิมของเขาที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วใน The Fifth Element เอามาเนรมิตใหม่ในโลกที่ CG ก้าวไกลกว่าสมัยก่อนพอสมควร

นับไปนับมาก็แอบสะดุ้งนะครับ นี่ The Fifth Element เป็นหนังเก่าถึง 20 ปีแล้วหรือนี่ (ถ้าเด็กเกิดปีนั้น ตอนนี้เข้ามหาวิทยาลัยเรียบร้อย… รู้สึกแก่หนักเข้าไปอีกเรา 555) แต่แม้เวลาจะผ่านมานานขนาดนั้นก็ตามแต่ The Fifth Element ก็ยังเป็นหนังแอ็กชันไซไฟที่ดูสนุกอยู่ครับ

สำหรับเรื่องนี้ ตัวเอกก็คือวาเลเรียน (Dane DeHaan) กับลอเรลไลน์ (Cara Delevingne) 2 มือปราบกับภารกิจพลิกจักรวาลที่เริ่มด้วยภารกิจการชิงกล่องใบหนึ่งมาจากการซื้อขายที่ดูจะผิดกฎหมาย โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยครับว่านั่นจะะเป็นจุดเริ่มของการผจญภัยครั้งสำคัญ ที่เดิมพันด้วยอนาคตมนุษย์ต่างดาวเผ่าพันธุ์หนึ่ง

ว่ากันถึงงานเทคนิคแล้ว มันก็โอเคล่ะครับ รายละเอียดจัดว่าไม่น้อยทีเดียว ดูแล้วพอเข้าใจว่าทำไมลงทุนไปตั้ง $177 ล้าน เพราะแทบทุกฉากต้องมี CG เป็นส่วนประกอบตลอด ซึ่งถ้าว่ากันเฉพาะ CG แล้ว ก็ต้องบอกว่าเยอะกว่ายุค The Fifth Element


แต่กระนั้นสิ่งที่รู้สึกก็คือ จริงที่ CG ละลานตาครับ แต่ความน่าสนใจมันไม่ได้เยอะ การออกแบบฉากต่างๆ มันไม่ได้ชวนให้ตื่นเต้นกับภาพที่เห็น อย่างฉากดาวตอนเปิดเรื่องนี่ก็ CG ทั้งหมด แต่ดาวที่ว่ากลับไม่ได้ดูมีรายละเอียดที่น่าสนใจ มันกระตุ้นจินตนาการได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น

ยอมรับว่าระหว่างดูรู้สึกแบบนี้เกือบตลอดครับ คือเห็น CG ในทุกฉากทุกตอน แต่มันไม่ได้ทำให้เราตื่นตา มันไม่ได้พิเศษแปลกใหม่อะไร ไปๆ มาๆ ผมว่าที่เราเคยเห็นมาจาก Star Wars หรือ The Fifth Element ยังดูมีอะไรมากกว่าน่ะครับ

ฉากที่ผมว่าโอเคหน่อยก็คงเป็นตอนกลางๆ เมื่อวาเลเรียนบุกตะลุยไล่ล่าแบบยาวๆ เรื่อยไปถึงตอนที่ลอเรลไลน์ตามรอยวาเลเรียน ช่วงนั้นมีอะไรให้รู้สึกว่ามันกระตุ้นจินตนาการมากขึ้นหน่อย แต่นอกนั้นก็อยู่ในระดับกลางๆ ครับ

หนังยาวประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ หากว่ากันในแง่จินตนาการของภาพแล้ว ก็ถือว่ากลางๆ แต่หากว่ากันถึงเนื้อเรื่องแล้ว คงต้องบอกว่าเนื้อเรื่องเบาไปหน่อยครับ มันเหมือนๆ จะซับซ้อน แต่ก็ไม่มีอะไรเกินคาดเดา


และคงเพราะเนื้อเรื่องมันไม่มีอะไรมาก ก็เลยทำให้การเดินเรื่องมันออกแนวเรื่อยๆ น่ะครับ ไม่ได้ตื่นเต้น ไม่ได้ชวนติดตามอะไรมาก ดูไปสักพักก็เดาอะไรหลายๆ อย่างได้ (เช่น เรื่องของผู้การฟิลลิท (Clive Owen) ที่ดูจากคาแรคเตอร์ของเขาแล้วก็พอจะรู้ว่าเขามีบทบาทยังไงกับเรื่องราว)

จุดที่ผมชอบที่สุดคงเป็นประเด็นการเชื่อมโยงระหว่างตัววาเลเรียนกับเหตุการณ์ตอนต้นเรื่องน่ะครับ จุดนี้มันเสริมความเด่นให้ตัววาเลเรียนได้ มันทำให้เรารู้สึกถึงความพิเศษและความเป็นฮีโร่ของเด็กหนุ่มคนนี้ แต่เสียดายที่อะไรพวกนี้มีไม่เยอะครับ เลยทำให้ตัววาเลเรียนไม่เด่น แต่ไปๆ มาๆ ลอเรลไลน์ยังดูจะเด่นซะกว่าอีก

โดยรวมแล้ว งานเทคนิคออกมาดีครับ แต่รายละเอียดของมันไม่จับตาจับใจเท่าไร ไม่ได้พิเศษเท่าหนังไซไฟเรื่องอื่นๆ ดาราก็เล่นกันโอเค แต่พล็อตมันไม่ได้ขับเน้นให้ตัวละครมีความเด่นกันสักเท่าไร จริงๆ ผมว่าอารมณ์ระหว่างดูมันควรคล้ายๆ หนังแบบ Star Trek หรือ Guardian of the Galaxy น่ะครับ เรื่องที่ตัวเอกเป็นฮีโร่แล้วคอยช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ หรือไม่ก็ไขคดีอะไรแบบนั้น แต่กับเรื่องนี้ ถือว่ายังไม่สามารถไปถึงระดับนั้นได้

หนังก็ติดตัวแดงไปแบบเต็มๆ ครับ ทุน $177 ล้าน แต่ทำไปเพียง $225 ล้านจากทั่วโลก ก็คงต้องยอมรับสภาพกันไป ส่วนผมดูแล้วก็ออกแนวเรื่อยๆ ครับ ไม่ได้รู้สึกชอบอะไรเป็นพิเศษ ตอนแรกผมยังคิดเลยนะว่าเกิดดูแล้วชอบจนอยากดูภาคต่อเนี่ย เราจะทำยังไง แต่ปรากฏว่าดูจบแล้วก็คือจบกัน ไม่ได้รู้สึกอะไร นอกจากอยากเอา The Fifth Element มาดูอีกรอบ เพราะรู้สึกได้ว่าหนังมันสนุก มันมีรายละเอียดมากกว่า (ผมยังจำร้านบะหมี่ลอยฟ้าได้จนถึงทุกวันนี้น่ะครับ 555)

คะแนนความชอบ 6/10

รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

วันที่เข้าฉาย:

แสดงความคิดเห็น