รีวิว War for the Planet of the Apes (2017) มหาสงครามพิภพวานร (ตอนที่ 1)

สำหรับผมแล้ว หนังรีเมคหรือรีบูทนั้น ที่จัดว่ามีดีเข้าเป้าจริงๆ ถือว่ามีไม่มากครับ และแทบจะไม่ต้องพูดถึงภาคต่อเลย เพราะไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องที่แค่ทำภาคแรกก็จอดแบบไม่ต้องแจวแล้ว หรือต่อให้ได้ไปต่อก็ตาม ก็ไม่แน่ว่าจะยืนยาวได้ถึง 3 ภาค

พอมองย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน ผมเองก็ไม่อาจรู้ได้เลยครับว่าหนังชุด Planet of the Apes จะรีบูทใหม่ได้สำเร็จอย่างสวยงาม ได้ทั้งเงินทั้งคำชม และยังทำออกมาจนครบไตรภาคได้ขนาดนี้ ส่วนหนึ่งคงเพราะผมยังนึกภาพไม่ออกว่าหนังว่าด้วยลิงครองโลกนั้น จะยังน่าสนใจอยู่ไหมในพ.ศ.นี้

แต่สำหรับหนังรีบูทชุด Planet of the Apes ทั้ง 3 ภาคนี่ถือว่าทำได้เจ๋งครับ พลังสำคัญก็ต้องยกให้ความเข้มข้นของเรื่องราว ความจริงจังในระดับหนึ่งของมัน อีกทั้งมีพลังของตัวละครและเหตุการณ์เป็นแรงผลักดัน จนทั้งหมดทั้งปวงก่อให้เกิดความน่าติดตาม

การที่หนังมาเน้นที่เนื้อเรื่อง เน้นที่แรงขับทางจิตหรือสัญชาตญาณมากกว่าฉากแอ็กชันหรือ CG นั้นถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม ฉลาด และกล้าพอดูเลยครับ เพราะส่วนใหญ่หนังจะพยายามใส่แอ็กชันเยอะๆ ใส่ Effect เยอะเพื่อเรียกแขก ซึ่งจริงๆ มันก็เรียกได้น่ะนะครับ แต่มันจะไม่ถาวร ถึงจุดหนึ่งมันก็จะถึงทางตัน

เพราะ CG ต่อให้เนี๊ยบยังไงก็เถอะ แต่ถ้าหนังมันไม่มีเนื้อเรื่องให้ดำเนินต่อ ไม่มีปมให้พัฒนาต่อยอด หนังมันก็ไร้แก่นให้ติดตาม แล้วพอถึงจุดหนึ่งมันก็จะหมดเรื่องให้เล่า-ให้เล่นไปในที่สุด

และกับ War for the Planet of the Apes ที่ถือว่าสานต่อจากหนัง 2 ภาคแรกได้อย่างดีครับ แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าแอ็กชันไม่เด่น ดังนั้นใครคาดหวังความมันส์ก็ต้องทำใจเผื่อไว้ครับ… แน่นอนว่านั่นก็เป็นการบอกตัวผมเองไปด้วยเหมือนกัน

ผมว่า 2 ภาคแรกเป็นอะไรที่ลงตัวพอเหมาะ ในแง่เนื้อเรื่องถือว่าเข้มข้น แต่ขณะเดียวกันในแง่แอ็กชัน ความตื่นเต้นตูมตามทั้งหลายหนังก็ไม่ได้ละเลย หนังยังมาพร้อมไคลแม็กซ์ที่น่าจดจำ โดยเฉพาะภาค 2 นี่ทั้งตึงเครียดและลุ้นแบบเต็มๆ ในเวลาเดียวกัน

ในขณะที่ภาคนี้ หนังมีดีในหลายภาคส่วนครับ ไม่ว่าจะปมต่างๆ หรือคาแรคเตอร์ของวานรที่เด่นมากและสร้างอารมณ์ร่วมได้อย่างดี เพียงแต่พอถึงฉาก “สงคราม” อันน่าจะเป็นไฮไลท์ของภาค (เพราะชื่อก็เน้นคำว่า WAR ตั้งตัวโตๆ) พลังของฉากรบกลับไม่มากสักเท่าไร

ผมชอบครึ่งแรกมากๆ ครับ จังหวะหนังมันบอกเล่าเรื่องราวได้อย่างดี มันทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมซีซาร์ต้องเดินทางไปลุยกับพวกมนุษย์ เพราะมันชักจะทำเกินไป เล่นมารุกรานทำร้ายกันขนาดนี้ ไม่ว่าวานรหรือคนที่โดนแบบนี้มันก็ต้องคิดที่จะตามล้างตามเช็ดกันบ้างล่ะ

ช่วงต้นหนังเดินเรื่องแบบเนิ่บๆ แต่เด่นมากในเรื่องตัวละคร จุดนี้ทำให้เข้าใจเลยครับว่าทำไมหลายคนถึงมองว่า Andy Serkis ควรได้ออสการ์ เพราะเขาแสดงสีหน้าท่าทางของซีซาร์ผ่าน CG ได้อย่างสุดยอด มันบอกในทุกอารมณ์เลยครับว่าซีซาร์กำลังคิดอะไรบ้าง

ยามปกติแววตาก็แบบหนึ่ง ยามโกรธแค้นหรือเศร้าหมอง แววตาก็เปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง มันบอกอารมณ์ได้อย่างชัดเจนทุกเม็ด ซึ่งผมว่าไม่ใช่ของง่ายน่ะ Serkis แกรู้จังหวะจะโคนจริงๆ และความเข้มของการแสดงอันนี้นี่แหละครับที่เป็นพลังสำคัญให้หนังทั้งเรื่องเลย

ช่วงต้นผมชอบครับ แม้จะเดินเรื่องช้าแต่มันให้อารมณ์ มันมีปม มันมีพลัง และมันดูสดพอสมควร อีกทั้งคาแรคเตอร์ของวานรรอบกายซีซาร์ก็มีดีมีเด่นในตัวเองทั้งสิ้น จนทำให้อยากรู้นะว่าพอถึงเวลาที่เหล่าวานรต้องปะทะกับเหล่ามนุษย์น่ะ มันจะเป็นอย่างไร (คือคิดไปถึงขั้นว่าวานรตัวไหนเก่งบู๊แบบไหน และเวลาสู้จะมีลีลาอย่างไร)
ยังไม่จบ พรุ่งนี้มาต่อกันครับ
รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

 

วันที่เข้าฉาย: 13 กรกฎาคม 2560

แสดงความคิดเห็น