รีวิว Bridget Jones’s Baby (2016) บริดเจ็ท โจนส์ เบบี้ (ตอนจบ)

รีวิว Bridget Jones’s Baby (2016) บริดเจ็ท โจนส์ เบบี้ (ตอนจบ)

บรรยากาศในหนังยังคงอบอุ่นและน่ารักเหมือนเดิม ยิ่งยุคนี้กล้องทันสมัยก็ยิ่งจับภาพสวยๆ ได้เยอะขึ้น ได้อารมณ์อบอุ่นมากขึ้นกว่าเดิม แล้วยังได้ Sharon Maguire ผู้กำกับจากภาคแรกมาสานต่อด้วย หลายอย่างมันเลยพอเหมาะครับ แม้เนื้อเรื่องจะไม่สดใหม่ แต่บรรยากาศ ตัวละคร และอะไรๆ มันกำลังดีเลย

ดนตรีประกอบยังคงแซ่บเหมือนเคยครับ เลือกเพลงมาได้พอเหมาะเข้ากับอารมณ์ของฉากนั้นๆ ซึ่งเรื่อง Soundtrack นี่ถือเป็นจุดเด่นอีกอย่างของหนังชุดนี้นะ เพลงมันจะเข้ากับอารมณ์เสมอ และแต่ละเพลงก็ล้วนเพราะจนอดไม่ได้ที่เราจะไปหามาฟังอีกหลายๆ รอบ

การมาของหนังเรื่องนี้ทำให้หนังชุด Bridget Jones เป็นหนังไตรภาคเรื่องแรกที่กำกับโดยผู้กำกับหญิงทุกภาค (ภาค 1 กับ 3 กำกับโดย Maguire ส่วนภาค 2 กำกับโดย Beeban Kidron ครับ) และเป็นหนึ่งในหนังแนวรักโรแมนติกไม่กี่เรื่องที่ได้ทำจนครบไตรภาคแบบนี้

ในแง่ของรายได้แล้ว หนังทำเงินในอเมริกาไม่เยอะ (ซึ่งก็เป็นปกติของหนังอังกฤษอยู่แล้วครับ) ทำไปแค่ $24 ล้าน แต่อย่างน้อยหนังก็ไปได้สวยในตลาดโลกที่ยังมีแฟนๆ รอชมครับ ได้รวมจากทั่วโลกไป $211 ล้าน ทำกำไรอย่างงดงามทีเดียว (เพราะลงทุนแค่ $35 ล้านเท่านั้น)

ถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีสำหรับหนังครับ ทำออกมาสนุกไม่น่าผิดหวัง และทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ จนผมไม่แปลกใจที่ล่าสุดมีข่าวลือว่าจะมีการทำ American Pie ภาคต่อออกมาอีกเรื่อง (ซึ่งก็จะเป็นภาค 5 หากนับเฉพาะพล็อตหลัก ว่ากันว่าพวกจิมจะไปเจอเรื่องวุ่นวายกันที่ลาส เวกัส และกำกับโดยคู่หูคู่เดิมจากภาค 4)

ถ้าถามว่าอยากดูหนังภาคต่อของหนังที่เราประทับใจเมื่อสมัยก่อนไหม… บางทีก็อยากนะครับ ขอเพียงคนทำทำมันด้วยใจ สร้างมันขึ้นมาด้วยความรักหรือความผูกพันที่มีต่อตัวละครและเรื่องราว สานต่อเหตุการณ์โดยไม่ทิ้ง “หัวใจ” ของหนังเรื่องนั้น มันก็เหมือนเราได้เจอเพื่อนเก่าอีกสักครั้ง

ถ้าจะมีนักสร้างหนังสักคนมองเห็นจุดนี้ก็น่าจะดีนะครับ มันตอบโจทย์ในเชิงธุรกิจได้ และตอบโจทย์ในใจคนดูได้ (แต่จุดสำคัญคือต้องทำด้วยใจ ไม่ใช่หมายแต่จะโกยเพียงอย่างเดียว)

พอลองมาคิดดูแล้ว ส่วนหนึ่งที่หนัง Marvel ฮิตติดลม มันคงไม่ใช่แค่ความมันส์ที่หนังมอบให้หรอกครับ (เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว หนัง Marvel บางเรื่องก็ไม่มันส์นะ) แต่ทีมงานสามารถสร้างให้ตัวละครในหนังเป็นดั่ง “เพื่อน” ให้ผู้ชมรู้จัก รู้สึกผูกพัน หรือไม่อย่างน้อยที่สุดก็รู้สึกถูกชะตา/น่าเป็นมิตร/ยินดีที่จะรู้จักเอาไว้ สร้างความคุ้นเคยและง่ายต่อการเข้าถึง และนั่นก็จะทำให้ผู้ชมอยากรู้เรื่องราวของพวกเขาอีกเมื่อมีโอกาส

เหมือนเราเห็นเพื่อนใน FB บ่อยๆ บางคนเราอาจไม่รู้จักด้วยซ้ำ แค่แอดตามๆ กันไป แต่พอเราเห็นบ่อยๆ ได้รู้สเตตัสบ่อยๆ เราก็คุ้นเคย และเมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็อาจจะอยากรู้เรื่องของเขาโดยไม่รู้ตัว (แต่ดูเหมือนหนัง DC ของ WB จะไม่เดินบนทางสายนี้ ไม่ว่าจะเพราะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ซ้ำยังพร้อมจะแตกหักกับผู้ชมหรือนักวิจารณ์ที่ไม่ปลื้มกับหนังอีกด้วย… เรื่องนี้เป็นอะไรที่คงต้องติดตามกัน)

ผมชอบประโยคนี้ครับ

“ฉันยอมเป็นคนตกยุคและตกงาน มากกว่าทำรายการที่เชิดชูเรื่องโง่ๆ และบางทีเมื่อลูกฉันโตพอที่จะเข้าใจ จริยธรรมจะทันสมัยอีกครั้ง””

ผมว่ามันคือคำที่คนยุคผมหลายๆ คนอยากจะพูดออกมาดังๆ แฮะ ^_^

รู้ไหมครับใจจริงผมอยากจะเล่าแบบนี้ด้วย ผมอยากบอกว่า “เออ วันก่อนผมไปเจอบริดเจ็ทมา… บริดเจ็ท โจนส์ไง ไม่ได้เจอกันตั้ง 10 กว่าปี เธอผอมลงนะ ผอมลงเยอะ แต่ยังโก๊ะเหมือนเดิม เออ แล้วไปๆ มาๆ เธอเลิกกับมาร์คล่ะ เออ ไม่ได้คบกับมาเป็น 10 ปีแล้ว

แต่เจ๊แกเจองานเข้าอะดิ ไปนอนกับผู้ชาย 2 คนแล้วดันไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อ ทำเอายุ่งไปพักหนึ่งเลย แบบนี้แหละ ชีวิตเจ๊บริดเจ็ทไม่เคยง่ายสักที ต้องมีเรื่องแบบนี้ตลอด แต่สุดท้ายก็จบด้วยดีนะ จบสวย จบแบบผมเองยังรู้สึกดีใจด้วยเลย

พอเธอเล่าเรื่องหมดแล้วสามีเธอก็เดินมาพอดี เราคุยกันต่ออีกนิดนึงแล้วก็แยกย้ายกัน ผมมองเธอเดินอุ้มลูกห่างออกไป จนลับตา…

ไม่รู้จะได้เจอเธออีกไหมนะ… แต่ผมดีใจที่ได้รู้ว่าเธอกับทุกๆ คนสบายดี”

See you, Bridget Jones.
คะแนนความชอบ 7/10
รีวิวโดย ขุนหมื่นแสนสะท้าน

Similar Videos

รีวิว One Night (2016) 1 คืน (ตอนที่ 1)

1345 1

เป็นหนังที่ผมเล็งจะดูตั้งแต่เห็นโปสเตอร์และรู้แนวหนังแล้วล่ะครับ ชื่อก็บอกแล้วว่าหนังจะเล่าถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนหนึ่งของชายหญิง 2 คู่ ซึ่งแนวแบบนี้ก็ทำให้นึกถึงหนังตระกูล Before ทั้งหลายขึ้นมาเลยครับ (Before Sunsire ไตรภาค กับ Before We Go)

รีวิว I Am the Pretty Thing That Lives in the House (2016)

1609 0

หนังเรื่องนี้ บอกได้เลยครับว่าต้องมีคนตะโกนออกมาดังๆ ว่า “ชอบ” แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีคนบ่นออกมาดังๆ ว่า “น่าเบื่อ” (และมีแนวโน้มว่าคนที่บ่นว่าเบื่อ อาจมีในปริมาณที่มากกว่าครับ)

รีวิว Dunkirk (2017) ดันเคิร์ก (ตอนที่ 2)

1834 0

ซึ่งตลอดตั้งแต่ต้นจนจบนั้น ผมก็จะรู้สึกประมาณนี้แหละ ถามว่าอินหรือจมไปกับเรื่องราวไหม ผมว่าผมไม่อินขนาดนั้นนะ จะออกแนวอินเป็นฉากๆ มากกว่า แต่พอถึงคราวอินมันก็อินจนอึน อินจนอิ่มจุกไปเลยเหมือนกัน (อย่างฉากหามคนข้ามไม้นั่น ผมเกือบจะร้อง “เฮ้” ตามเขาไปด้วยเลยล่ะ)